ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


 ชื่อเรื่อง  นักข่าวยะลาแฉนาทีระทึกระเบิดใต้
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  โทรทัศน์ช่อง 3
 คอลัมน์ข่าว  ข่าวภูมิภาค
 URL  http://www.becnews.com/data/regional.html#040
 เนื้อหา หน้าที่รัฐมากกว่าทำร้ายสื่อ ส่วนช่อง11ยะลาเผยเฉียดตายที่สุดในสนามข่าวแดนใต้ ระบุเคราะห์ดีผู้ก่อความ
ไม่สงบฝังระเบิดลึกรอดจากความสูญเสีย

นายเอกรักษ์ ศรีรุ่ง ผู้สื่อข่าวไทยทีวีสีช่อง3 เปิดเผยว่า ทันทีที่ทราบข่าวในช่วงเวลา06.00น.(22 พฤษภาคม) จากศูนย์
วิทยุ สภ.ต.ลำใหม่ เหตุยิงกันบนถนนสายทางลัดท่าสาป-ลำใหม่ ม.1 บ้านปีซัด ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิต
จึงประสานกับเพื่อนผู้สื่อข่าวในพื้นที่เดินทางเข้าทำบันทึกภาพและเก็บข้อมูลในจุดเกิดเหตุทันที
ทันทีที่ถึงจุดเกิดเหตุยังหลงเหลือร่องรอยของเหตุการณ์ความรุนแรงที่คนร้ายก่อไว้โดยเหยื่อคือนายประเภท ศรีมัย อายุ
44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 ถนนธนวิถี เขตเทศบาลนครยะลา สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ศีรษะ และศพ
ถูกเผาไหม้เกรียม

นายเอกรักษ์ กล่าวต่อว่า เป็นปกติก่อนที่เข้าไปเก็บภาพข่าวและรายงานข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุผู้สื่อข่าวในพื้นที่ชายแดน
ภาคใต้จะรอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อย โดยเฉพาะวัตถุต้องสงสัยจนแน่ใจว่าปลอดภัย ครั้งนี้เช่นทุกคนเชื่อว่า
ไม่มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ

นายเอกรักษ์ กล่าวว่า ใช้เวลาทำข่าวที่จุดดังกล่าวเป็นเวลานานพอสมควร กระทั่งเวลา 07.00น.เจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการ
เดินทางมาถึง ทุกคนจึงเดินออกมาจากจุดพบศพผู้เสียชีวิตเพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานอย่างละเอียด ทันทีที่ผู้สื่อ-
ข่าวเริ่มถอนตัวออกมาจากจุดเพื่อให้เจ้าหน้าที่กองวิทยาการทำงานได้สะดวกขึ้น เสียงระเบิดได้ดังสนั่นขึ้นทันที ท่ามกลาง
ความโกลาหลและตกตะลึง นายเอกรักษ์ กล่าวต่อว่า เสียงระเบิดดังสนั่นทำให้หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ ซึ่งพยายามตะโกนให้ทุกคนหมอบ เพราะไม่
มั่นใจว่าสถานการณ์ต่อจากนาทีนั้นจะเป็นอย่างไร ขณะที่ตัวเองพยายามมองหาเพื่อนร่วมงานที่เดินทางมาพร้อมกันอีกหลายคน
ต่างกระจัดกระจาย ล้มลุกคลุกคลานกันคนละมุมถนน ขณะที่เศษดินจากแรงอัดของระเบิดลอยขึ้นฟ้าและร่วงกลับสู่พื้นที่มีขนาด
เท่านิ้วหัวแม่โป้งทำให้รู้ได้ทันทีว่าอานุภาพของวัตถุระเบิดครั้งนี้รุนแรงไม่ใช่น้อยๆ สิ่งแรกที่ทำคือจับขาทั้งสองข้างทันที และ
เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยจึงรีบลุกหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพทั้งที่ยังรู้มึนๆอยู่จากแรงระเบิด

นายเอกรักษ์ กล่าวต่อว่า ไม่นานก็รู้สึกว่าตัวเองถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณหัวไหล่ขวา แต่พยายายามเดินบันทึกภาพในที่เกิด-
เหตุอย่างต่อเนื่อง เพราะในใจคิดอย่างเดียวว่าอยากนำภาพครั้งนี้ออกไปให้คนภายนอกเห็นว่าสิ่งที่ผู้ไม่หวังดีกระทำต่อบ้าน
เมืองขณะนี้รุนแรงแค่ไหนและต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

นายเอกรักษ์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ชีวิตใกล้คำว่าเฉียดตายมากที่สุดเพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 2549
ก็ประสบเหตุการณ์ลักษณ์เดียวกันเมื่อเข้าไปทำข่าวการลอบสังหารชาวบ้านที่สามแยกบ้านเนียง แต่ก็รอดกลับมาได้อย่าง
หวุดหวิด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อว่าผู้สื่อข่าวไม่ใช่เป้าหมายคนร้ายเพราะหากเขาต้องการสังหารคงจัดการกดชนวนระเบิด
ตั้งแต่แรกไม่รอกระทั่งเจ้าหน้าที่กองวิทยาการเข้ามา ด้านน.ส.รุ่งสุรีย์ กิตติกุลสวัสดิ์ ผู้สื่อข่าว สทท.11 ยะลา กล่าวว่า อยู่ห่างจากจุดระเบิดเพียงแค่ 7เมตรเท่านั้น และทันที
ที่เกิดเหตุเห็นทั้งแสงไฟที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินใกล้กับจุดที่มีศพผู้เสียชีวิตนอนอยู่ ขณะที่แรงระเบิดกระแทกจนทรุดลงไป
กองกับพื้นที่ใบหน้ารู้สึกชา หูแทบจะไม่ยินเสียงอะไรเลยชั่วขณะหนึ่ง

น.ส.รุ่งสุรีย์ กล่าวว่า ในใจนาทีนั้นคิดว่าโดนระเบิดแล้วแน่ๆ เพราะทันทีที่เกิดระเบิดทุกคนอยู่ในอาการตระหนกและบรรยากาศ
เต็มไปด้วยความชุลมุน กลุ่มควันและฝุ่นจากแรงระเบิดคละคลุ้งไปหมด แต่เมื่อตั้งสติได้จึงรีบบันทึกภาพต่อ ขณะเดียวกันก็
ค่อยๆ สืบเท้าถอยมาด้านหลังให้ห่างจากจุดระเบิดโดยที่ร่างกายรู้สึกจุกเท่านั้นพร้อมทั้งเรียกเพื่อนๆให้ออกมาให้ไกลจุด
เกิดเหตุโดยไม่ลิมบันทึกภาพเหตุการณืครั้งนี้ไปด้วยในตัว "ถือเป็นเหตุการณ์ที่เฉียดตายที่สุดในสนามข่าวชายแดนภาคใต้
แม้ก่อนหน้านี้จะเห็นและสัมผัสเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว 1-2 ครั้งแต่ไม่เคยอยู่ใกล้จุดระเบิดมาเท่าครั้งนี้มาก่อน และที่รอดมา
ได้ถือว่าโชคดีสุดๆ"

น.ส.รุ่งสุรีย์ กล่าว ผู้สื่อข่าว สทท.11 ยะลา กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตำรวจได้ตั้งข้อสังเกตุว่าคนร้ายสังหารเหยื่อ ก่อนลาก
ศพมาเผาอีกจุดหนึ่งซึ่งห่างจากจุดที่เขาลงมือประมาณ 200เมตร แต่ก็ไม่ใครเฉลียวใจ กระทั่งมารู้อีกทีว่าเขาฝังระเบิดไว้
ใต้ผิวดินโดยการเอาร่างเหยื่อมาล่อเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาติดกับดักก่อนกดชนวนหมายสังหาร แต่หากผู้ก่อความไม่สงบฝัง
ระเบิดใต้ผิวดินตื้นกว่านี้คงมีการบาดเจ็บและสูญเสียมากกว่านี้ "ครอบครัวเป็นห่วงมากอยู่แล้วยิ่งทราบข่าววันนี้คงไปกันใหญ่
แต่ที่ผ่านมาได้ยืนยันไปแล้วว่าชีวิตทุกคนไม่มีใครรู้อนาคตอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ส่วนบทสรุปจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับ
ผลกรรมของแต่ละคนที่ก่อไว้เท่านั้นเอง
 วันที่เผยแพร่ 22 พ.ค. 2550
 วันที่บันทึกข้อมูล 23 พ.ค. 2550