ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


สับบิ๊กตู่5ปี แก้ไฟใต้เหลว
 ชื่อเรื่อง  สับบิ๊กตู่5ปี แก้ไฟใต้เหลว
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  หนังสือพิมพ์ข่าวสด
 คอลัมน์ข่าว  ข่าวหน้า 1
 URL  https://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXhNVEl3TVRBMk1nPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE9TMHhNQzB5TUE9PQ==
 เนื้อหา ทหารยังยืนยัน เดินหน้าเจรจา

แม่ทัพภาค 4 เรียกประชุมนัดแรกคณะกรรมการแก้ ไฟใต้ชุดใหม่แจงแผนการทำงาน เป้าหมาย พร้อมวางยุทธศาสตร์ ยืนยันพร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย เดินหน้าเจรจา พร้อมเร่งทำงานคู่ขนานกับสภาสันติสุข ด้าน "ช่อ-พรรณิการ์"โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ฝ่ายค้านสับ"บิ๊กตู่"กลางสภาฯ อยู่มา 5 ปีแก้ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ล้มเหลว ไม่ตรงจุด จี้ตัดงบโฆษณาชวนเชื่อกว่า 900 ล้าน

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะหัวหน้าคณะประสานงานระดับพื้นที่ เรียกประชุมคณะประสานงานระดับพื้นที่ชุดใหม่ครั้งที่ 1 ปี 2563 ที่ห้องประชุมจะบังติกอ โรงแรม ซี.เอส. อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยมีคณะกรรมการทั้งหมดกว่า 60 คนเข้าร่วม เพื่อชี้แจงกรอบแนวทางดำเนินงาน รวมทั้งเพื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผนยุทธศาสตร์ มีความต่อเนื่อง ภายใต้กลไกการขับเคลื่อน กระบวนการพูดคุย และเป็นการเปิดพื้นที่ แปรเปลี่ยนความขัดแย้ง มาสู่การใช้แนวทางสันติวิธี รวมทั้งปรับปรุง คำสั่งให้ทันสมัยและเหมาะสม กำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะประสานงาน ระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ทั้งหมด และติดตามประเมินสถานการณ์ที่เป็นผลสะท้อนจากการพูดคุยในทุกด้าน และจะให้มีการขยายไปยังทุกๆ กลุ่ม ภายใต้กลไกของการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือระดับนโยบาย ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ระดับปฏิบัติ และระดับพื้นที่ จากการพูดคุยในวันนี้มีการตั้งประเด็นหารือ และรายงานแผนงานที่ผ่านมา ตลอดจนการต่อยอดที่จะทำต่อในปีหน้าอย่างไร

พล.ท.พรศักดิ์กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่งที่ทุกคนในคณะประสานงานที่เข้ามาในนี้มาจากหลายภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกำหนดทิศทางร่วมกัน ขอให้ทุกคนนำความจริงพูดความจริง อย่าบิดเบือน ในที่นี้ต้องการฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มากที่สุด คณะนี้เปรียบเสมือนสภาๆ หนึ่งในการแก้ปัญหาเฉพาะในพื้นที่ ตนพร้อมรับฟังความคิด ของทุกฝ่าย เสียงของทุกคน และนำเอาการคิดวิเคราะห์ของทุกคนมาเป็นการตัดสินใจในการทำงาน ในที่นี่เป็นตัวแทนของทุกฝ่าย ฝ่ายศาสนา, กระบวนการยุติธรรม ตัวแทนกลุ่มผู้หญิง ทั้งนี้ร่วมทำงานคู่ขนานกับสภาสันติสุขได้เข้าไปแล้วในหมู่บ้านทั้งหมด 290 ตำบลต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถออกความเห็นได้อย่างเต็มที่ ต่อจากนี้จะเรียกประชุมอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อขับเคลื่อนรายงานความเป็นไป และจะตั้งประเด็นกลุ่มทำงาน ให้ครบทุกกลุ่ม ให้ครอบคลุมไปทุกๆคน โดยต้องยึดหลักคือให้เป็นความต้องการของประชาชน

ด้านพล.ต.ธิรา แดหวา เลขานุการคณะประสานงานระดับพื้นที่ เปิดเผยว่า มีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าคณะคนใหม่ คือพล.อ.พัลลภ รักเสนาะ แต่หน้าที่คณะกรรมการทั้งหมดยังคงเดิม ทีมคณะดำเนินงานไม่เปลี่ยน ทั้งหมดเป็นชุดเดิม และยังคงทำงานต่อเนื่องเป็นตามนโยบายเดิมที่วางไว้ จะลงพื้นที่มาพบปะกันในอาทิตย์หน้า ที่ผ่านมาคณะพูดคุยได้เดินสายพูดคุยกับผู้เห็นต่างที่อยู่ทั้งในต่างประเทศและในประเทศ คุยกันแล้วหลายๆ กลุ่ม ทั้งนี้ได้รายงานสร้างความเข้าใจกับคณะทูตหลายๆ ประเทศด้วย เชื่อมั่นว่าในปีหน้าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยที่ประชุมสะท้อนประเด็นปัญหาต่างๆ คือเรื่องยาเสพติดดำเนินการคืบหน้าอย่างไร จากการลงพื้นที่ชาวบ้านยังสะท้อนเหมือนเดิม ประเด็นความเชื่อมั่น ต้องรีบดำเนินการ อีกทั้งการสนับสนุนงบประมาณนั้นมีการเลือกกลุ่มพวกพ้อง, การลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์ ขึ้นอยู่ที่การสื่อสาร ดังนั้นควรสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

พล.ต.ธิรากล่าวต่อว่า ส่วนกรณีนาย รักชาติ สุวรรณ ซึ่งเป็นคณะประสานงานระดับพื้นที่ถูกฟ้องคดีการเมือง อาจทำให้กระทบต่อสภาวะแวดล้อมของกระบวนการพูดคุย ต้องเปิดพื้นที่ และเวทีการพูดคุยให้กว้างขวางมากขึ้น ที่ประชุมสรุปว่าจะไม่ให้กระทบ ทุกคนให้กำลังใจ และมั่นใจว่านายรักชาติไม่พูดส่อไปทางที่ผิด ส่วนการใช้เฟกนิวส์ของทั้งสองฝ่ายต้องมีเวทีและเปิดพื้นที่ได้แสดงความคิดเห็นและการถอดบทเรียนกระบวนการทำงานของสภาสันติสุขตำบล การนำเสนอของคณะประสานงานระดับพื้นที่รับข้อร้องเรียน ประเมินสถานการณ์ มีการติดตาม ทำประเด็นให้ครอบคลุม ถึงทุกๆ ประเด็น ทุกฝ่าย เพิ่มความหลากหลาย ผู้นำศาสนา และภาครัฐควรมีการหนุนเสริมอย่างเป็นระบบ ให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างคณะพูดคุยกับคณะประสานงานอย่าง ต่อเนื่อง

สำหรับการควบคุม เชิญตัว ผู้ต้องสงสัยหญิง ควรมีความชัดเจน มีการกำหนดความเหมาะสม ให้กลุ่มผู้หญิงตั้งข้อเสนอแนะว่าควรทำอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

ด้านตัวแทนศอ.บต.ระบุถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจด้วยการดึงนักธุรกิจจากภายนอก การลงทุน ดอกเบี้ยต่ำ ให้เกิดการลงทุนของ ผู้ประกอบการ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้ได้รับความสนใจกับนักลงทุนจีน มาเลเซีย หรือภาคอื่นๆ จำนวนมากเมื่อสนามบินเบตงที่จะสร้างเสร็จในปีหน้า กับผลผลิตภาคเกษตรทั้งปาล์ม ทุเรียน มะพร้าว ของทั้ง 3 จังหวัดมีจำนวนมาก คาดว่าการลงทุนจะเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การสร้างสภาวะเอื้ออำนวยต่อสันติสุขในพื้นที่ มีความมั่นคงแล้ว การพัฒนาด้านเศรษฐกิจจะชัดเจน ขึ้นเอง

ส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่รัฐสภา วันที่สอง เมื่อวันที่ 18 ต.ค. น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายงบประมาณด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ความไม่สงบใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ปีที่ 16 แล้ว เป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในโลก มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 ราย ประเทศชาติสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สมควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในปัญหานี้มากที่สุด เพราะท่านเป็นนายกฯ ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในระหว่างความขัดแย้ง

"ใน 5 ปีงบประมาณที่ผ่านมา ท่านใช้งบในการจัดการปัญหาภาคใต้ไปถึง 81,924 ล้านบาท เฉลี่ยภาษีที่ประชาชนเสียไปให้รัฐบาลวันละ 56 ล้านบาท จากการฟังคำชี้แจงของนายกฯ เมื่อวานนี้ ทำให้คิดว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถดับไฟใต้ น่าจะอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกติดใจจากคำชี้แจงของนายกฯ คือท่านมองว่ารากฐานของปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเพราะประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ"

น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ต้องถามว่าจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ เมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งทหารตัดสินใจใช้กระสุนจริง หรือกรณีการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่ออกมาจากค่ายอิงคยุทธบริหารในสภาพเจ้าชายนิทรา หากครอบครัวของผู้เสียชีวิตเหล่านี้ไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ ท่านคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาได้รับข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลยังมองว่าปัญหาใน 3 จังหวัดเกิดจากสาเหตุนี้ จะไม่มีวันแก้ปัญหานี้ได้ ไม่ว่าจะใช้งบประมาณแค่ไหน

น.ส.พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า แม้ความรุนแรงในภาคใต้จะลดลง แต่คุณภาพชีวิตของประชาชนและความเชื่อมั่นต่อรัฐยังไม่ดีขึ้น โดยงบในการแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่จำนวน 1 หมื่นล้านในแผนบูรณาการ แต่คือ 3 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งปัญหาแรกของการจัดทำงบ คืออำนาจในการจัดสรรงบประมาณและความผิดปกติของการใช้งบประมาณ กอ.รมน. ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่รัฐใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาชายแดนใต้มีอำนาจในการแทรกแซงการใช้งบจำนวน 3 หมื่นล้านนี้ โดยเฉพาะงบจังหวัด ทั้งที่ กอ.รมน.ยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบของหน่วยงานตัวเองได้เต็มประสิทธิภาพ อีกปัญหาคือในพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 ให้อำนาจครม.ในการโยกงบของหน่วยงานในแผนบูรณาการเดียวกันไปยังหน่วยงานอื่นได้ เท่ากับท่านใช้อำนาจฝ่ายบริหารข้ามหัวสภา เพราะพ.ร.บ.งบฯ ผ่านการพิจารณาของสภาไปแล้วว่างบแต่ละอย่างจะใช้ทำอะไร

"รัฐบาลอยากดับไฟ แต่ยังไม่รู้ว่าไฟอยู่ตรงไหน น้ำมีเท่าไหร่ ตัวชี้วัดที่ผิดนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ผลสัมฤทธิ์ที่ตั้งไว้ไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น เช่น ตั้งเป้าว่าประชาชนปรับเปลี่ยนทัศนคติและมีความรู้สึกดีต่อหน่วยงานทหาร หรือตั้งเป้าว่าจีดีพีในจังหวัดชายแดนใต้โต 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ทั้งประเทศโตแค่กว่า 2 เปอร์เซ็นต์ เราพูดถึงการสร้างสันติภาพ แต่ตอนนี้ไม่มีตัวชี้วัดในการพูดคุยสันติภาพแล้ว ทหาร กอ.รมน.ได้งบ 2,200 ล้าน แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เพียง 5 แสนบาท ตกลงว่าสันติภาพนี้สร้างบนปลายกระบอกปืนหรือการเคารพสิทธิมนุษยชน"

น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ที่ยั่งยืนคือการอำนวยความยุติธรรม แต่มีงบเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนงบวัฒนธรรมมีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ภาครัฐพูดถึงสังคมพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังมีโครงการสร้างสายข่าวงบประมาณ 932 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งมาโผล่ในงบประมาณปี 2563 ขณะที่งบกลุ่มจังหวัด บวกงบจังหวัดยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส รวมกันไม่ถึง 600 ล้านบาท แสดงว่างบที่ใช้บริหารจัดการพื้นที่ 3 จังหวัด คิดเป็นเพียง 2 ใน 3 ของงบสร้างสายข่าว

"ทั้งหมดนี้ไม่ได้ดับไฟใต้ มีแต่เติมเชื้อไฟ เช่น งบสร้างสายข่าว ท่านมองปัญหาเป็นเรื่องความมั่นคง ไฟใต้จะดับได้ต้องจับโจรที่ทำผิดกฎหมายและแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งไม่ได้ผิด แต่ไม่ครบ ตัวแปรสำคัญขาดไป เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง แต่คือปัญหาการเมือง ถ้าดูงบที่ใช้กับโครงการต่างๆ 4 ส่วน แบ่งเป็นความความมั่นคงร้อยละ 36 โฆษณาชวนเชื่อร้อยละ 42 แต่ใช้กับการเยียวยาฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพและการพัฒนาเพียงร้อยละ 14 และร้อยละ 6 งบส่วนใหญ่ 3 ใน 4 เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ คือการสร้างความจริงแล้วยัดเยียดให้ประชาชนเชื่อ ไม่ใช่การยอมรับความจริงแล้วแก้ไขมัน ขอเสนองบดับไฟใต้แบบอนาคตใหม่ คือตัดงบโฆษณาชวนเชื่อ แล้วไปเกลี่ยให้การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ขอให้ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของเส้นทางไปสู่สันติภาพ ไม่ใช่การเดินทางไปอีก 15 ปี เแล้วพบว่าใช้งบไปโดยการแก้ปัญหาไฟใต้ไปไม่ถึงไหน" น.ส.พรรณิการ์กล่าว

จากนั้น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงว่า ตนไม่อยากพูดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนโยบายในอดีตเป็นอย่างไร มีการปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ โดยแผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2563 เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของ 17 กระทรวง 53 หน่วยงาน เป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาความรุนแรง สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างชุมชนเข้มแข็ง และสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งการจัดงบประมาณในแผนบูรณาการเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงตั้งไว้ 10,865 ล้านบาท

"ส่วนงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดตั้งไว้ 5,319 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อให้เด็ก เยาวชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด และให้เกิดการพัฒนาในทุกๆเรื่อง ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการอำนวยความยุติธรรม และการเยียวยาด้วย" พล.อ. ชัยชาญกล่าว (หน้า 1,11 กรอบ ตจว.)

 วันที่เผยแพร่ 20 ต.ค. 2562
 วันที่บันทึกข้อมูล 20 ต.ค. 2562