ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


สั่งระงับเลือกตั้งรอบ3ศาลปกครองนำร่องคลี่วิกฤติชาติยกปมหย่อนบัตร2เม.ย.ไม่สุจริตผันตามซ้ำชี้ขาดปมลงคะแนน1พค.ถก3ศาลใหญ่ปลดล็อคปัญหาอึมครึม
 ชื่อเรื่อง  สั่งระงับเลือกตั้งรอบ3ศาลปกครองนำร่องคลี่วิกฤติชาติยกปมหย่อนบัตร2เม.ย.ไม่สุจริตผันตามซ้ำชี้ขาดปมลงคะแนน1พค.ถก3ศาลใหญ่ปลดล็อคปัญหาอึมครึม
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  แนวหน้า
 คอลัมน์ข่าว  การเมือง
 URL  http://www.naewna.com/news.asp?ID=6252#news
 เนื้อหา นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา นายอัขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุดและนายผันจันทรปาน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับคณะตุลาการทั้ง 3 ฝ่ายประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการเมืองในปัจจุบัน เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 เมษายน ที่อาคารสำนักงานยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก
ได้ข้อสรุป3ทางแก้วิกฤติชาติ
หลังแล้วเสร็จการประชุม เวลา 12.00 น.จรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกาแถลงว่า จากการแลกเปลี่ยนความเห็นข้อกฎหมายในหลายประเด็นแล้ว ทั้ง3ศาล มีความเห็นพ้องกันใน 3 ประเด็นว่า 1.แต่ละศาลจะเร่งรัดพิจารณาพิพากษาคดีและดำเนินการในส่วนที่อยู่อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล ให้รวดเร็วทันต่อของความเร่งด่วนในแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น, 2.การพิจารณาคดีความแต่ละศาล จะต้องใช้และตีความตัวบทกฎหมายเดียวกันนั้นต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนี้เพื่อป้องกันความขัดแย้งและสับสนของประชาชน และ3 ในการดำเนินการของแต่ละศาลนั้นยังต้องยึดถือหลักความเป็นอิสระของศาล ตามเขตอำนาจแต่ละศาลให้ดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยความสุจริตและยุติธรรม
โดยทั้ง 3 ประเด็นนี้เป็นข้อยุติที่ประธานทั้งสามศาลเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่มีข้อแม้ ส่วนรายละเอียดของวิธีดำเนินการต่างๆ จะเป็นเรื่องแต่ละศาลจะต้องไปพิจารณาพิพากษาในแต่อรรถคดีที่ขึ้นไปสู่ศาลแต่ละศาล จะนำไปเปิดเผยล่วงหน้าก่อนที่จะมีคดีไปสู่ศาลไม่ได้ ซึ่งคาดว่าประธานทั้ง 3 จะมีการประชุมกันอีก แต่ยังไม่ได้นัดวันเวลากันแต่อย่างใด
เผยยกประเด็นขึ้นมาหารือ
เลขานุการประธานศาลฎีกา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้นำเกือบทุกประเด็นปัญหาของบ้านเมือง อาทิ การจะให้เดินหน้าการเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายนต่อไปหรือไม่ การเลือกตั้งในวันที่ 2 ชอบธรรมด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่มีข้อยุติ ถ้ามีการลงมติของประธานทั้ง 3 ศาล จะถือเป็นการชี้นำการพิจารณาคดี โดยสภาพแล้วทำไม่ได้ ทุกศาลจะต้องดำเนินการให้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ทันต่อความจำเป็นเร่งด่วน ของแต่ละเรื่อง แต่จะชะลอหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตอบในคดีที่ค้างศาลอยู่ในเวลานี้แม้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นศาลก็จะพิจารณาที่เป็นอิสระ
สำหรับการประชุมกันครั้งนี้จะเป็นการแก้ปัญหาการเลือกตั้งทั่วประเทศหรือไม่นั้น นายจรัลกล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่วันนี้ประธานทั้ง 3 ศาล ต่างก็รับรู้ในภารกิจที่ต้องปัญหาให้กับบ้านเมือง ส่วนปัญหาอยู่ตรงไหนจะมีวิธี กระบวนการหรือทิศทางจะแก้อย่างไรที่ประชุมในวันนี้ยังไม่ตกลงกันว่าให้แถลงได้
รับรู้ภารกิจของบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จเมื่อใด หรือต้องให้เสร็จสิ้นก่อนเปิดประชุมสภานัดแรกหรือไม่ นายจรัล กล่าวว่าการพิพากษาคดีต้องให้เสร็จโดยทันท่วงทีและตามความจำเป็น แต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องทันในเงื่อนไขและกรณีใด
เมื่อถามว่าการฟ้องคดีเลือกตั้งรอบใหม่ 29 เมษายน จะต้องชลอหรือไม่ นายจรัล กล่าวว่าเป็นไปตามการดำเนินงานของศาลปกครองที่เป็นอิสระ เมื่อถามว่าการเลือกตั้งใหม่จะมีหรือไม่ นายจรัล กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ จะเป็นการชี้นำศาล
เลขานุการประธานศาลฎีกา กล่าวว่า ความคาดหวังของประชาชนคือต้องการให้ศาลทำงานทันท่วงทีต่อเหตุการบ้านเมือง ส่วนเมื่อทันแล้วจะเป็นที่พอใจของฝ่ายไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง "เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากรู้ผลรู้คำตอบ รู้ข้อสอบ แต่ทางศาลก็มีข้อจำกัด จะปฎิบัติเช่นนั้นไม่ได้ เปิดข้อสอบทำข้อสอบรั่วไม่ได้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าศาลจะไม่ล่าช้าต่อเหตุการบ้านเมือง ศาลจะไม่ขัดแย้งกันเองในข้อกฎหมายบทเดียวกัน เพราะถ้าเกิดเหตุการเช่นนั้นประชาชนจะสับสน ทำให้แตกแยกกันเองได้ ซึ่งข้อสรุปวันนี้จะช่วยให้แก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ในช่วงแรกส่วนชั่วต่อไปต้องรอฟังคำพิพากษาที่จะทะยอยออกมา"นายจรัล กล่าว
ศาลปกครองฟิตปั๋งถกด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในบ่ายวันเดียวกัน ศาลปกครองกลาง ได้พิจารณาคดีมีคำสั่งรับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 617/2549 และ620/2549 โดยศาลได้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันซึ่งคดีแรก นั้น นายโพธิพงศ์ บรรลือวงศ์ ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และสำนักงาน กกต. ส่วนคดีหลัง นายแพทย์ประมวล วีรุตมเสน กับพวกรวมสิบคน ฟ้อง กกต.และสำนักงานกกต. และเลขาธิการกกต.
ทั้งสองสำนวนที่มารวมคดีกันแล้วฟ้องว่า กกต.,สำนักงานกกต.เลขา กกต.จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมเนื่องจากมาตรา 104 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติให้การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีจัดคูหาเลือกตั้งโดยให้ผู้ลงคะแนนเสียงหันหลังให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด ผู้ฟ้องคดีจึงมีคำขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกเลิกเพิกถอนการจัดการเลือกตั้ง สส.เมื่อ 2เมษายนเป็นโมฆะ
ใช้วิธีทางการปกครอง
โดยทางศาลปกครองได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เห็นว่า มาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลปกครองเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประกอบกับหมวด 5 วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543และมาตรา 255 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลปกครองจึงมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองอย่างใดๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย
ระงับเลือกตั้ง29เมษายน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลยกเลิกเพิกถอนการจัดการเลือกตั้ง สส.เมื่อ 2 เมษายน 2549 ศาลเห็นว่าคำฟ้องมีมูล และกกต.ได้มีประกาศออกมาหลายฉบับรวมทั้งให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง รอบ3อีกในวันที่ 29 เมษายน 2549 ใน 9จังหวัด 14 เขตเลือกตั้ง ซึ่งต่อหากศาลเห็นว่าการเลือกตั้งสส. เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะมีผลกระทบต่อประกาศกกต.ที่ทะยอยออกมาในภายหลัง ซึ่งเป็นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อ2เมษายน 2549 ด้วย อันจะทำให้เกิดความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดิน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและประเทศชาติโดยส่วนรวม ดังนั้น จึงมีเหตุจำเป็นเพียงพอและสมควรที่จะกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษา
จึงมีคำสั่งให้ระงับการเลือกตั้ง สส.ใน จ.ชุมพร,ตรัง,นครศรีธรรมราช,ปัตตานี,พังงา,พัทลุง,ภูเก็ต,สงขลา และสุราษฎร์ธานี รวม 9 จังหวัด 14 เขต ที่จะมีขึ้นในวันที่29เมษายน 2549 นี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น
ขณะเดียวกันในที่ประชุมศาลปกครองสุงสุด ยังได้มีมติเลือกนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแทนนายกระมล ทองธรรมชาติ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 70 ปี
ศาลรธน.ขยับพิจารณาคดี1พค.
ด้านนายผัน จันทรปาน ตุลาการผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็จะเข้าไปดำเนินการพิจารณางานคดี ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่ยังค้างรอการพิจารณาวินิจฉัยอยู่ในเวลานี้ ซึ่งมีอยู่ 2 คำร้อง
โดยในเรื่องแรก เป็นคำร้องที่ส่งมาจากสำนักงาน กกต. ที่ส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของกกต. ในการออกระเบียบการใช้ตรายางแทนเครื่องหมายกากบาท โดยคำร้องดังกล่าว นำเข้าสู่วาระการประชุมของคณะตุลาการและพร้อมที่จะดำเนินการอภิปรายแล้ว
ส่วนเรื่องล่าสุดที่ส่งมาในเช้าวันเดียวกัน จากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาที่ได้ยื่นคำร้องของคณะอาจารย์นิติศาสตร์ ที่ร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยการเลือกตั้ง ในวันที่ 2 และ 23 เม.ย. เป็นการการทำที่มิชอบตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า การกำหนดระยะเวลาเลือกตั้งไม่เหมาะสม จัดคูหาลงคะแนนหันหลัง อันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มีการฮั้วกันทางการเมืองด้วยการจ้างพรรคเล็กลงสมัครแข่งขัน เพื่อหนีปัญหาต้องได้คะแนนเสียงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ และกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยไม่ได้มีการประชุมหารือเป็นมติคณะกรรมการ ทั้งนี้ในทั้ง 2 คำร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจะเร่งพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน และพิจารณาต่อเนื่อง โดยนัดประชุมคณะตุลาการนัดแรก ในวันที่ 1 พ.ค.ที่จะถึงนี้ และจะพิจารณาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
ผู้ตรวจการรัฐสภาส่งเรื่องด่วน
ก่อนหน้านี้คณะผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา นำโดยนายปราโมทย์ โชติมงคล , นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ ,พล.อ. ธีรเดช มีเพียร และนายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ร่วมแถลงข่าวว่า ได้ส่งเรื่องที่ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินฯเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการออกพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาฯและกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยคณะผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา อธิบายว่าคำร้องดังกล่าว เป็นวาระเร่งด่วนมีหลักฐานขัดเจนไม่จำเป็นต้องเรียกกกต.มาชี้แจงและคณะผู้ตรวจการเห็นว่ามีปัญหาความชอบธรรมด้านกฎหมายจึงส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศ
ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินฯให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตร 17 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใน 4 ประเด็นคือกำหนดระยะเวลาสำหรับการเลือกตั้งซึ่งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วัน การจัดคูหาเลือกหันหน้าออกทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ การที่พรรคการเมืองใหญ่จ้างพรรคเล็กลงแข่งเป็นต้น
 ภาพประกอบ [1]
หาทางออก : นายผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฎิบัติหน้าที่ประธาน ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายอัขราทร จุฬารัตน์ ประธาน ศาลปกครองสูงสุด นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา กำลังประชุมหาทางออกแก้วิกฤติการเมือง เมื่อวันที่ 28 เมษายน
 วันที่เผยแพร่ 29 เม.ย. 2549
 วันที่บันทึกข้อมูล 29 เม.ย. 2549