ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


มิคสัญญี107ศพ ตร.-ทหารสังเวย6ศพ แฉใช้ปอเนาะรวมพล
 ชื่อเรื่อง  มิคสัญญี107ศพ ตร.-ทหารสังเวย6ศพ แฉใช้ปอเนาะรวมพล
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  คมชัดลึก
 คอลัมน์ข่าว  ข่าวประจำวัน
 URL  http://www.komchadluek.net/shownews/news/4199975.html
 เนื้อหา มิคสัญญี107ศพ ตร.-ทหารสังเวย6ศพ แฉใช้ปอเนาะรวมพล ใต้นองเลือด กองกำลังวัยรุ่นติดอาวุธนับร้อยบุกจู่โจมโรงพัก-ด่านตรวจ 3 จังหวัดชายแดน ปะทะเดือด 11 จุด ยิงดับคนร้าย 107 ศพ จับเป็น 17 ราย ทหาร-ตำรวจพลีชีพ 6 ศพ เจ็บนับสิบ ดวลปืนกลางมัสยิดโบราณแห่งเดียว 34 ศพ ปฏิบัติการป่วนใต้พร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ยะลา ปัตตานี และที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจจัดการอย่างเด็ดขาดจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ราย โดยเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 เม.ย. จุดแรกคนร้ายได้ลงมือยิงถล่ม สภ.อ.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งคาดว่าต้องการที่จะเข้าไปปล้นอาวุธปืน และเกิดการยิงปะทะกับตำรวจ ทำให้คนร้ายเสียชีวิตทันที 11 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 3 นาย ซึ่งทันทีที่เกิดเหตุได้มีการแจ้งผ่านวิทยุไปยังกองกำลังในพื้นที่ให้เตรียมความพร้อม เวลาใกล้เคียงกัน ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบโจมตีที่จุดตรวจเกาะหม้อแกง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตอบโต้ ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 2 ราย ยิงคนร้ายดับคามัสยิด เมื่อเวลา 04.00 น. กลุ่มคนร้ายคาดว่ามีประมาณ 15 คน บุกเข้าใช้มีดฟันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จุดตรวจกรือเซะ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี ทำให้เกิดการปะทะกัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย และคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย คนร้ายที่เหลือได้ลากศพเพื่อนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ห่างจากจุดตรวจดังกล่าว ประมาณ 200 เมตร ซึ่งขณะนั้นมีชาวบ้านมาละหมาดอยู่ในมัสยิด คนร้ายได้ไล่ชาวบ้านออกจากมัสยิด แต่คาดว่ายังมีหลงเหลืออีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังมาปิดล้อมมัสยิดดังกล่าวและปิดถนนสายหลัก เส้นทางปัตตานี-นราธิวาส ซึ่งเป็นถนนสายหลัก 4 เลน และเป็นที่ตั้งของมัสยิดดังกล่าว มีการยิงโต้ตอบกันเป็นระยะ ระหว่างตำรวจและคนร้าย โดยระหว่างการปิดล้อม สถานการณ์ตึงเครียด มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ กระทั่งเวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเสียงปืนและระเบิดดังขึ้นชุดใหญ่ในมัสยิด ตามมาด้วยเสียงปืนอีกเป็นชุดตามมาอย่างไม่ขาดสาย ต่อมาเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่สามารถเข้าเคลียร์พื้นที่ภายในมัสยิดได้ทั้งหมด โดยมีชาวบ้านประมาณ 1,500 คน เดินทางมามุงดูเหตุการณ์ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร จนเจ้าหน้าที่ต้องนำเชือกมากั้นบริเวณไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายในมัสยิด ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากไม่พอใจส่งเสียงโห่ร้องไล่เจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียชีวิตภายในมัสยิดจำนวน 30 คน บริเวณด้านนอกมัสยิดอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงศพทั้งหมดไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ส่วนภายในมัสยิดตรวจสอบพบอาวุธปืน ระเบิด และมีดสปาร์ต้าจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศตามร้านน้ำชาในเขตอำเภอเมืองปัตตานี ชาวบ้านจำนวนมากต่างออกมาจับกุมวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมๆ กับการติดตามรายงานข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้แถลงการณ์ของทหารในพื้นที่ระบุว่า จะปฏิบัติกับศพของคนร้ายอย่างดีที่สุด โดยจะให้แพทย์ชาวมุสลิมเป็นผู้ชันสูตรและฉีดศพ นำศพทั้งหมดรวมไว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จากนั้นจะให้ญาติพี่น้องนำหลักฐานมายืนเพื่อรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งคาดว่าจะรับศพได้ไม่เกินเวลา 02.00 น. ของวันที่ 29 เม.ย. โดยจะมีการสอบสวนญาติที่มารับศพเพิ่มเติมด้วย ชาวบ้านเผยกลุ่มวัยรุ่นพักค้างคืนในมัสยิด ชาวบ้านที่อยู่หลังมัสยิดกรือเซะรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นกลุ่มวัยรุ่น สวมชุดดาวะห์ สะพายย่าม ประมาณ 30 คน ได้มานอนพักค้างคืนที่มัสยิดดังกล่าว ต่อมาเมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 28 เม.ย. กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวได้ละหมาดตามปกติ หลังจากนั้นก็ได้มีการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว ทำให้คาดเดาว่าภายในย่ามดังกล่าวน่าจะซุกซ่อนอาวุธไว้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจกองสรรพาวุธ ได้ใช้ระเบิดฟักแค ทำการเปิดกระโปรงรถโตโยต้า โคโรลล่า สีทองเข้ม หมายเลขทะบียน กข 470 ปัตตานี ที่พยานในเหตุการณ์ระบุว่า เป็นรถของคนร้ายและคาดว่าน่าจะมีวัตถุระเบิดซ่อนอยู่แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ก็ไม่พบวัตถุระเบิดหรืออาวุธแต่อย่างไร หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว และได้มีการถอนกำลังบางส่วนออกจากจุดเกิดเหตุ จากนั้นได้มีชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมากพากันเข้าไปยังจุดเกิดเหตุภายในบริเวณมัสยิดดังกล่าว ยะลาโจมตีพร้อมกัน 7 จุด ส่วนที่ จ.ยะลา ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.30 น. กลุ่มคนร้ายไม่ทราบกลุ่มแบ่งสายเป็นกลุ่มละ 10-15 คน ซุ่มโจมตีหน่วยราชการพร้อมกันถึง 8 จุด คือที่ฐานปฏิบัติการของกองร้อย ร.4151 สถานีตำรวจกิ่งอำเภอกรงปินัง ที่ว่าการกิ่งอำเภอกรงปินัง และจุดตรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ นปพ.ที่บ้านเนียง อ.เมือง จ.ยะลา ซุ่มโจมตีฐานปฏิบัติการตำรวจตะเวนชายเแดน หมู่ที่ 2 บ้านบาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และซุ่มโจมตีหน่วยปฏิบัติการพิเศษบ้านบัวทอง ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา และฐานปฏิบัติการทหาร ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ผลการสุ่มโจมตีของกลุ่มคนร้ายแต่ละจุดโดยเฉพาะจุดที่กิ่ง อ.กรงปินัง มีคนร้ายเสียชีวิต 3 ศพ ที่สถานีตำรวจกิ่ง อ. กรงปินัง มีคนร้ายเสียชีวิต 2 ศพ และที่หน้าฐานทหาร ร้อย ร.4151 มีคนร้ายเสียชีวิต 9 ศพ และยังมีรายงานว่าที่บริเวณบ้านกูวงา ในกิ่ง อ.กรงปินัง คนร้ายได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่และได้เสียชีวิตเพิ่มอีก 4 ศพ รวมทั้งหมดเป็น 18 ศพ นอกจากนั้นกลุ่มคนร้ายยังได้ยึดปืนเอ็ม 79 ของ อส. จำนวน 1 กระบอก ส่วนที่จุดตรวจหน่วยปฏิบัติการ นปพ. บริเวณจุดตรวจบ้านเนียง อ.เมือง จ.ยะลา คนร้ายถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต 10 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้ได้จำนวน 5 คัน ส่วนที่ฐานปฏิบัติการทหาร ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา คนร้ายเสียชีวิต 2 ศพ เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีก 1 นาย ส่วนที่ อ.ธารโต จ.ยะลา คนร้ายซุ่มยิงฐานปฏิบัติการบ้านบัวทอง ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ผลการปะทะทำให้คนร้ายเสียชีวิต 4 ศพ จับคนร้ายได้ 4 คน ส่วนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 1 คน ที่ฐานปฏิบัติการ ตชด. หมู่ 2 บ้านบาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีคนร้ายเสียชีวิต 8 คน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 4 นาย และที่ฐานปฏิบัติการ ตชด. หมู่ 4 บ้านบาโรย อ.รามัน จ.ยะลา มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย พบใช้มีดสปาร์ต้า-กริชเป็นอาวุธ สำหรับกลุ่มคนร้ายทั้งหมดที่ออกปฏิบัติการการซุ่มโจมตีและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นชายฉกรรจ์อายุประมาณ 15-20 ปี และมีอายุประมาณ 35-40 ปี เป็นระดับนำ การแต่งกายทุกชุดจะใส่เสื้อแขนยาวกางเกงลายพราง รองเท้าผ้าใบ ใช้ผ้าสีแดงลายขาวโพกศีรษะลักษณะคล้ายกับนักรบปาเลสไตน์ มีอาวุธประจำตัวเป็นมีดสปาร์ต้าทุกคน ระดับหัวหน้าที่มีอายุมากจะใช้กริชเป็นอาวุธ ลักษณะคล้ายกับกริชของอินโดนีเซีย และยังมีลูกประคำและเครื่องรางของขลังติดตัวด้วย โดยคนร้ายที่เสียชีวิตระดับที่มีอายุจะโพกศีรษะด้วยผ้าสีแดงอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทุกจุด คนร้ายซึ่งใช้รถยนต์และบางจุดใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ในมือถือมีดสปาร์ต้า ลงจากรถแล้วมุ่งหน้าไปที่ฐานที่จะเข้าโจมตีในแต่ละพื้นที่โดยไม่เกรงกลัวความตาย จากการสอบถามชาวบ้านและตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุพบว่าคนร้ายจะตะโกนเป็นภาษามลายูว่า ถึงเวลาปลดปล่อยแล้ว และยังได้กล่าวคำว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ยอมตายเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทุกจุดจะมุ่งเข้าโจมตีไปที่ตัวเจ้าหน้าที่เป็นหลัก แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอยู่ในความพร้อมจึงสามารถโต้ตอบคนร้ายได้ จากการตรวจสอบคนร้ายที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ พบว่ากลุ่มคนร้ายจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่ผ่านการฝึกจากกลุ่มคนร้ายที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนขยายผลโดยเฉพาะในพื้นที่กิ่ง อ.กรงปินัง และในพื้นที่ ต.เปาะเส้ง ต.ลิดล อ.เมือง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายกลุ่มนี้ ผ่านการฝึกมาอย่างดีในลักษณะที่ยอมพลีชีพตัวเองได้ถ้าได้รับคำสั่ง ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้คล้ายกับการปฏิบัติการของกลุ่มปลดปล่อยเอกราชของกลุ่มอาเจะห์ในประเทศอินโดนีเซีย เผยคนร้ายพูดเป็นภาษาอาหรับ ส.ต.อ.ศรชัย สร้อยสุวรรณ เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ที่ประจำอยู่ที่จุดตรวจบ้านเนียง อ.เมือง จ.ยะลา กล่าวว่า คนร้ายขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจำนวน 5 คัน มุ่งหน้ามาที่จุดตรวจพร้อมกับกล่าวเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งฟังไม่เข้าใจ จากนั้นได้ใช้มีดสปาร์ต้าฟันเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยายามที่จะชิงอาวุธปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ต่อสู้กับคนร้ายอย่างเต็มที่ พ.ต.อ.ปริญญา ขวัญยืน รักษาการ ผบก.ภ.จว.ยะลา เปิดเผยว่า เท่าที่ได้รับรายงานเมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน พบว่ากลุ่มคนร้ายใน จ.ยะลาเสียชีวิต 45 คน โดยคนร้ายเข้าซุ่มโจมตีทุกจุดพร้อมกัน โดยที่ฐานทหารที่ ต.ตาเซะ เจ้าหน้าที่พบศพคนร้าย 2 คน มีข้อสังเกตว่าสวมเสื้อยืดสีขาว ด้านหลังเขียนข้อความว่า เจไอ และคนร้ายที่เสียชีวิต เป็นคนในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสอบสวนว่าคนร้ายทั้งหมดมาจากขบวนการใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจนำคณะแพทย์ไปชันสูตรศพคนร้ายที่ กิ่งอ.กรงปินัง จ.ยะลา เพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับแพทย์ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่เกิดเหตุ ปะทะเดือดที่สะบ้าย้อยดับ 19 ส่วนที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคนร้ายจำนวน 2 คนได้ใช้มีดดาบเข้ามาจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่หน่วยบริการประชาชน สภ.อ.สะบ้าย้อย แต่ถูกตำรวจยิงสวนกลับจนเสียชีวิตคาที่ 2 คน หลังจากนั้นตำรวจได้วิทยุขอกำลังเข้ามาสนับสนุนจากหน่วยเหนือโดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาประมาณ 100 กว่านาย กระจายกำลังเข้าปิดล้อมห้องอาหารสวยนะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังหน่วยบริการประชาชนที่กลุ่มคนร้ายอีก 17 คนมีอาวุธครบมือหลบหนีเข้าไป โดยใช้รถจักรยานยนต์จำนวน 9 คันเป็นพาหนะในการเดินทางและรถทั้งหมดเป็นป้ายทะเบียนยะลาทั้งหมด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมอยู่นั้น คนร้าย 2 คนวิ่งหลบหนีไปทางบ้านพักครู ถนนเทศบาล 2 โดยยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่และเสียชีวิตในเวลาต่อมาทั้ง 2 คน สำหรับคนร้ายที่อยู่ห้องอาหารทั้งหมด 15 คน พยายามที่จะแหกวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลบหนีการจับกุม โดยทุบกระจกรถยนต์กระบะของเจ้าของร้านและเตรียมใช้เป็นพาหนะในการหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจยิงประกบคนร้ายทันที การปะทะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เสียงปืนจึงสงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปเคลียร์พื้นที่ในห้องอาหาร ตรวจสอบพบคนร้ายเสียชีวิตทั้งหมด 15 คน ทุกคนมีอาวุธปืนเอ็ม 16 ปืนอาก้า ระเบิดแบบขว้าง มีดและปืนสั้น ส่วนอีก 2 คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตขณะกำลังจะฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่ โดยคนร้ายได้ใช้ผ้าแพรโพกหัวลายขาวแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 19 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอดภัยทุกคน จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มคนร้ายมีอายุระหว่าง 18-25 ปี เป็นคนในพื้นที่ ต.ธารคีรี อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา หลายคน ที่เหลือจะเป็นคนในพื้นที่ จ.ยะลา สำหรับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะจากการตรวจสอบพบว่า จดทะเบียนใน จ.ยะลาทั้งหมด มีชื่อเจ้าของทะเบียนถูกต้อง นอกจากนี้ คนร้ายแต่ละคนจะมีเป้ใส่เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนทุกคน พ.ต.อ.เสรี วิไลลักษณ์ รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกับสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้สั่งให้ทุกอำเภอในพื้นที่เตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา จึงสามารถตั้งรับได้อย่างเต็มที่ไม่มีการสูญเสีย ขณะนี้ได้สั่งการให้เพิ่มการระมัดระวังเพิ่มขึ้นและเสริมกำลังเข้ามาดูแลในอำเภอที่มีอาณาเขตติดต่อกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว สำหรับกลุ่มคนร้ายเป็นคนในพื้นที่ก็มี ส่วนอาวุธพบทั้งปืนยิงเร็ว ระเบิด มีดสปาร์ต้า ชาวบ้านหนีตายกลัวคนร้ายเผา นางโสภาพันธ์ กุลทโร ครูโรงเรียนสะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เล่าถึงนาทีระทึกขวัญขณะกลุ่มโจรปะทะกับตำรวจสะบ้าย้อยว่า ก่อนขณะเกิดเหตุได้นอนอยู่บ้านเลขที่ 24 ถ.เทศบาล 2 อ.สะบ้าย้อย ตรงข้ามกับร้านสวยนะ ซึ่งขณะนั้นได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ขี่มาจอดใกล้บ้าน โดยคนร้ายได้เดินเข้าไปในร้านสวยนะ ฉันเห็นท่าทางไม่น่าไว้ใจ จึงได้นำหลานอายุประมาณ 6 เดือน และลูกลงมาเพื่อออกจากบ้านทางประตูด้านหลัง เพราะเห็นคนร้ายจะจุดไฟเผา โดยคนร้ายที่อยู่ในร้านทำสัญลักษณ์ 2-3 ครั้ง บอกให้มีการปฏิบัติการ ฉันกลัวจะถูกเผา และกลัวระเบิด จึงนำลูกและหลานหนี แต่ปรากฏว่าเมื่อลงมาออกทางหลังบ้านเห็นคนร้ายเข้ามาในบ้านทางประตูข้าง โชคดีคนร้ายไม่เห็น เพราะใช้ประตูด้านหลังหนีออกไป หลังจากนั้นได้ยิงเสียงปะทะกันดังสั่น กระทั่งมาทราบอีกครั้งว่ามีคนร้ายเสียชีวิต 19 คน ชาวบ้านผวาเหตุปะทะเดือด น.ส.แอน (ขอสงวนนามสกุล) ชาวบ้านในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เปิดเผยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านมาดู เนื่องจากหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม ขณะเกิดเหตุมีคนร้ายกว่า 20 คน ขี่รถจักรยานยนต์และถือมีดสปาร์ต้าเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตำรวจและ ตชด.จำนวนมากได้วางกำลังที่ป้อมตำรวจ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่รู้ตัวล่วงหน้าจากหน่วยข่าวกรองว่าจะมีคนร้ายมาปฏิบัติการ และเมื่อคนร้ายมาถึงเห็นว่าเจ้าหน้าที่มีจำนวนมาก จึงนำพรรคพวกให้เข้าไปหลบยังร้านอาหารสวยนะ กองกำลังที่เตรียมพร้อมได้ต่อสู้กับกลุ่มโจรเข้าไปยังร้านใช้เวลายิงตอบโต้กันอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมง ปรากฏว่าคนร้ายเสียชีวิต 19 คน ที่เหลือหลบหนีไปได้ น.ส.แอน กล่าว น.ส.แอน เล่าต่อไปว่า หลังจากยิงปะทะ เวลาประมาณ 06.00 น. วันเดียวกัน ทางเทศบาลก็ออกประกาศเสียงตามสายให้ประชาชนในพื้นที่ปิดบ้านเพื่อให้ตำรวจเคลียร์พื้นที่ อย่างไรก็ตาม รู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้มาก่อน เวลานี้เลยไม่มั่นใจในความปลอดภัยและเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยรักษาการณ์และวางกำลังมากขึ้น ขณะนี้มีการจับกลุ่มคุยกันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และชาวบ้านไม่กล้าที่จะออกไปไหนหากไม่จำเป็นจะไม่ออกไปไหน และคนนอกพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้ามาเช่นกัน น.ส.แอน กล่าว ยันคนลงมือไม่ใช่เด็ก พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กล่าวว่า หลังจากตำรวจและทหารสามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดไว้ได้ โดยเฉพาะที่มัสยิดกรือเซะในจังหวัดปัตตานี หลังการปะทะกับกลุ่มคนร้ายนานกว่า 7 ชั่วโมง โดยคนร้ายเสียชีวิตทั้งหมด 107 คน จากการตรวจสอบพบว่าเป็นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ทั้งสิ้น เพราะในช่วงบ่ายเริ่มมีญาติทยอยมาติดต่อขอรับศพผู้เสียชีวิต โดยเหลือเพียง 17 รายเท่านั้น ที่ยังไม่มีการติดต่อขอรับศพ จากการตรวจสอบในครั้งนี้พบว่า คนร้ายมีอายุต่ำสุดเพียง 20 ปี โดยอายุสูงสุดอยู่ที่ 50 ปี โดยกลุ่มนี้ถือว่าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปเพราะพร้อมที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังได้แล้ว พล.ต.ท.ปรุง กล่าวและว่าสำหรับคนร้ายที่ควบคุมตัวไว้ได้ 17 รายนั้น เจ้าหน้าที่ได้เตรียมสอบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เหลือแล้ว เผยวางแผนที่โรงเรียนปอเนาะใหญ่ แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานตำรวจสันติบาล ระบุว่า การจู่โจมของขบวนการก่อการร้าย มีข่าวออกมาเกือบ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่หลังสงกรานต์ ซึ่งตำรวจ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ได้รับข้อมูลนี้ด้วย จึงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามการจู่โจมที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าเริ่มจาก สภ.อ.หนองจิก และ สภ.อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี หลังการปะทะกันนาน 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่วิทยุกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ได้รายงานเหตุการณ์ไปยังท้องที่ใกล้เคียง ตลอดจนกองกำลังทหารในพื้นที่ให้เตรียมความพร้อม เนื่องจากมีคนร้ายก่อเหตุปิดล้อมโรงพักและทำร้ายเจ้าหน้าที่ จากนั้นไม่ถึง 10 นาที ฐาน ตชด.ยะลา ก็ถูกซุ่มโจมตีในลักษณะเดียวกัน แหล่งข่าวรายเดิมเปิดเผยด้วยว่า จากการสอบสวนคนร้าย 14 คน ที่ถูกจับกุมครั้งนี้ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนประทุษกรรมครั้งนี้ ว่า หลังเทศกาลสงกรานต์มีกลุ่มวัยรุ่นและสมาชิกขบวนการก่อการร้ายมาร่วมวางแผนที่โรงเรียนปอเนาะใหญ่ (ธรรมวิทยา) จ.ยะลา โดยซักซ้อมและเตรียมการทุกวันมา สิ้นสุดเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 เม.ย. หลังจากนั้นได้แยกย้ายกันไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายการโจมตี หลังจากออกมาจากโรงเรียนปอเนาะใหญ่ ทั้งหมดได้แยกย้ายกันนั่งรถสองแถวไปตามบ้านของชุดปฏิบัติที่อยู่ใกล้กับเป้าหมายการโจมตีมากที่สุด และพักค้างแรมรอเวลาลงมือพร้อมกันช่วงเวลา 05.00 น. วันที่ 28 เม.ย. แผนประทุษกรรมทั้งหมดที่ซักซ้อมมาถูกนำมาใช้จู่โจมชนิดสายฟ้าแลบ แหล่งข่าว ระบุ แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า คนร้ายที่ถูกจับทั้ง 14 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอยู่ในอาการมึนเมาพูดจาไม่รู้เรื่อง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวไปให้แพทย์เจาะเลือดหาสารเสพติดในร่างกายแล้ว แต่จากการตรวจสอบปัสสาวะเบื้องต้นบางคนพบมีสีม่วง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยกลุ่มวัยรุ่นปิดข่าวมิดชิด ก่อนการลงมือเชื่อว่า อาจจะถูกชักจูงในการเสพยาเสพติดหรือมอมยาเพื่อให้เกิดความกล้าและฮึกเหิม เชื่อเป็นฝีมือแค่ระดับพลทหาร ขณะที่แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เหตุที่คนร้ายเลือกเวลาปฏิบัติการในเวลา 05.00 น. นั้น น่าจะมาจากการประเมินของกลุ่มคนร้ายที่ว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยระวังตัว และเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่พักผ่อน รวมไปถึงการสับเปลี่ยนกำลัง แต่ครั้งนี้กลุ่มคนร้ายประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีการสับเปลี่ยนกำลังจากนอกพื้นที่ลงมาเสริมกำลังในพื้นที่ๆ มากขึ้น ทำให้สามารถตอบโต้กับกลุ่มคนร้ายได้ทันที กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ที่ออกมาก่อเหตุครั้งนี้เปรียบเสมือนพลทหารที่เป็นแนวร่วมเท่านั้น ในขณะนี้กองกำลังที่ได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธหนักในระดับนายสิบ นายร้อย ยังไม่ได้ออกมาปฏิบัติการ สังเกตได้จากอาวุธที่นำมาใช้ปฏิบัติการเป็นอาวุธที่ไม่ได้มีอานุภาพร้ายแรง และสร้างความสูญเสียได้จำนวนมาก เป็นลักษณะการออกมาเพื่อสังหารและปล้นอาวุธเพื่อนำกลับไปใช้ในการก่อเหตุครั้งต่อไป แหล่งข่าว ระบุ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บถูกส่ง รพ.ศูนย์ยะลา ส่วนที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา น.พ.วัฒนา วัฒนายากร ผอ.โรงพยาบาล เปิดเผยว่า มีผู้บาดเจ็บจากการปะทะในพื้นที่ จ.ยะลา และปัตตานี เข้ามารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทั้งหมด 18 ราย แยกเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 11 ราย เจ้าหน้าที่ทหาร 3 ราย เป็นผู้ก่อการร้าย 4 ราย และส่งต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์หาดใหญ่ เป็นตำรวจ 2 ราย และกลับไปรักษาตัวที่บ้าน 2 ราย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา จำนวน 14 ราย สำหรับรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะมีดังนี้ 1.ร.ต.อ.พิมลรัตน์ ธรรมาธิพย์ ถูกฟันได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา ส่วนขาซ้ายถูกยิง 2.ร.ต.อ.จันทรัตน์ จันวดี สังกัด ตชด.ที่ 44 ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล มอ.หาดใหญ่ ถูกฟันที่บริเวณศีรษะและนิ้วแม่โป้งซ้าย 3.ส.ต.อ.สนอง คงเนียน ตำรวจ นปพ.ยะลา ถูกฟันที่บริเวณศีรษะ ขาขวาถูกยิง 2 แผล 4.จ.ส.ต.ต่อศักดิ์ จันทร์อินทร์ ถูกยิงและถูกฟันที่ศีรษะ 5.ด.ต.รุ่น สังขะวิชัย บาดเจ็บที่ไหล่ขวา ขาขวา ขาซ้ายถูกยิง 6.ส.ต.อ.เขียว ตุดบัว ถูกฟันที่ศีรษะ ต้นคอ หน้าผาก และมีบาดแผลที่บริเวณหลัง 7.ส.ต.ท.สุภาพ ทองเพชร ตชด.ที่ 42 ถูกฟันที่ศีรษะ แขนซ้าย ถูกยิงที่เข่าขวา 8.ส.ต.อ.ปรีชา หนูชู ถูกยิงที่เท้าขวา 9.จ.ส.ต. ชัยสิทธิ์ จันทโชค ถูกฟันที่ศีรษะ10.จ.ส.ต. รัศมี หมัดหมาน ตำรวจ นปพ.ยะลา บาดเจ็บขณะที่มีการปะทะ 11.ส.ต.อ.อนุสรณ์ ศรีแก้วเงิน ตำรวจ นปพ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกที่หัวเข่า ขณะที่มีการยิงต่อสู้กับกลุ่มโจร 12.จ.ส.อ.วิมล คงคำ ถูกยิงที่หน้าท้อง มือขวาถูกฟัน 13.พลทหารไพรวัล จันทรัตน์ ถูกยิงที่สะโพกซ้าย 14.ส.อ.วิกาล หอมคล้าย ถูกฟันที่ศีรษะและมือซ้าย สำหรับรายชื่อผู้ก่อความไม่สงบที่ถูกจับกุมขณะปะทะกับเจ้าหน้าที่ถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา มีจำนวน 4 คน คือ 1.นายอับดุลเลาะ ดีซาเอ๊ะ ถูกสะเก็ดระเบิด 2.นายอับดุลรอนิง เจ๊ะเลาะ ถูกยิงเข้าบริเวณหลังทะลุชายโครงซ้าย 3.นายอาแซ วาเด็ง ถูกยิงที่ขาซ้าย และ 4.นายอีลียัส วานิ ถูกยิงที่ขาขวา ผู้ต้องหาทั้งหมดนี้ พล.ท.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้นำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สรุปยอดผู้เสียชีวิต 107 คน จับเป็น 17 คน ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผบ.ทบ. พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รักษาการ ผบ.ตร. พล.ท.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประชุมร่วมกันเพื่อสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยหลังการประชุม พล.อ.ชัยสิทธิ์ เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างกลุ่มผู้ร้ายกับเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 05.00 น. จนถึงเวลา 13.50 น. วันที่ 28 เม.ย. โดยกลุ่มโจรที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามได้เป็นกลุ่มสุดท้าย คือ ที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ทราบยอดผู้เสียชีวิตที่แน่นอนแล้วจำนวน 107 คน บาดเจ็บอีก 6 คน สามารถจับกุมคนร้ายได้ 17 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียชีวิต 5 คน เป็นตำรวจ 3 คน ทหาร 2 คน บาดเจ็บ 15 คน นอกจากนี้จากการเข้าเคลียร์พื้นที่สามารถยึดอาวุธได้เป็นจำนวนมากโดยแยกออกเป็นจังหวัดดังนี้ ที่ จ.ปัตตานี สามารถยึดอาวุธปืนเอสเคได้ 3 กระบอก เอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก อาวุธปืนเอ็ม 79 จำนวน 1 กระบอก และมีสปาร์ต้าจำนวนหนึ่ง ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา สามารถยึดอาวุธปืนเอ็ม 16 ได้ 1 กระบอก ปืนคาร์บินพับฐานจำนวน 1 กระบอก ปืนพกสั้นทำเอง 3 กระบอก ระเบิดขว้างเอ็มเค 2 และเอ็ม 26 จำนวน 2 ลูก และที่ จ.ยะลา สามารถจับกุมยึดอาวุธปืนลูกซองได้ 3 กระบอก มีดสปาร์ต้าจำนวนหนึ่ง ปืนพกสั้นทำเองจำนวน 4 กระบอก ระเบิดเอ็มเค 2 และเอ็ม 26 จำนวน 4 ลูก ปืนคาร์บิน 1 กระบอก และปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก ระบุมีการปฏิบัติการอย่างบ้าคลั่ง พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการสันนิษฐานพบว่า กองกำลังที่เข้าโจมตีและปะทะกับเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และมีหัวหน้าอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี เป็นคนคอยสั่งการจำนวน 2 คน ด้วยวิธีการจัดกำลังคล้ายๆ กับระบบทหารอย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับคนเสพยาและมีการแต่งกายที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด คือ ใส่ลูกประคำ นำผ้ามาโพกหัวและสวมเสื้อผ้าสีดำ เมื่อมีการเข้าโจมตีกับเจ้าหน้าที่ก็จะมีการสวด อัลเลาะห์บาบี และใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ การปะทะกับกลุ่มโจรในครั้งนี้ถือว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างรัดกุม ส่งผลให้ผู้ร้ายเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตน้อย ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมาจะทำงานแบบนิ่งเฉยแต่พร้อมที่จะโต้ตอบอย่างทันที จึงถือได้ว่าการปฏิบัติงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว ผบ.ทบ. กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของ จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ ตชด.44 จากค่ายพญาลิไทยเสียชีวิต 1 นาย ตำรวจจาก สภ.อ.แม่ลาน จำนวน 1 นาย ตำรวจคอมมานโด 1 นาย และทหารจากหน่วยรบพิเศษอีก 1 ราย รวม 4 นาย ที่มัสยิดกรือเซะ มีคนร้ายเสียชีวิตจำนวน 32 คน อ.แม่ลาน จ.ยะลา จำนวน 12 คน บ้านเกาะหม้อแกง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จำนวน 2 คน อ.ยะรัง 2 คนรวม 48 คน ที่ จ.ยะลา เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 12 นาย เป็นเจ้าหน้าที่ อส. 1 นาย และทหารเสียชีวิต 1 นาย และที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ปลอดภัยทั้งหมดแต่คนร้ายตายจำนวน 19 คน แต่ที่ จ.ยะลา ยังไม่มียอดการจับกุม ซึ่งคนร้ายที่ถูกจับกุมทั้ง 17 คน หากบาดเจ็บเล็กน้อยให้ทาง พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผบช.ภ.9 ส่งมาที่กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้าเพื่อให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ดูแล เพื่อตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกายต่อไป ระบุบุกเข้ามาในค่ายจึงต้องยิง พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวก่อนเดินทางไปในพื้นที่ด้วยว่า คนร้ายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการฝึกและถูกมอมยาให้เข้ามาดำเนินการในลักษณะบ้าเลือด แบบไม่มีสติ วิ่งเข้ามาแบบหน่วยกล้าตาย เราคาดว่า กลุ่มเยาวชนเหล่านี้อาจถูกมอมยาอย่างเต็มที่ หรือถูกชักจูงโดยการนำความเชื่อของเยาวชนมาปลุกเร้าให้มีความกล้าที่จะดำเนินการ ทั้งนี้เชื่อว่ามีกองกำลังแท้ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนการที่กลุ่มวัยรุ่นถูกยิงตายเป็นจำนวนมาก ทำให้หลายคนมองว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุนั้น เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีการบุกเข้ามาในค่าย พร้อมอาวุธอีกจำนวนหนึ่ง จึงทำให้เกิดการปะทะกัน เพราะทหารถูกฝึกให้ฆ่าคน แต่ก็มีเหตุมีผลในการที่จะดำเนินการ เชื่อพ่อค้ายาเสพติดอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ผู้ก่อเหตุพยายามดิ้นสุดฤทธิ์เพราะเจ้าหน้าที่กำลังสาวถึงตัวผู้บงการแล้ว และยังมีกลุ่มต่างๆ ที่คอยสนับสนุน โดยที่เจ้าหน้าที่ได้วิเคราะห์มาหมดแล้วว่า เป็นใครบ้าง อย่างที่เห็นได้ชัดของการดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นกลุ่มของพ่อค้ายาเสพติดคอยให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะใช้วิธีการมอมยาเด็กให้เข้ามาดำเนินการ โดยพฤติกรรมเหล่านี้เป็นลักษณะของผู้ก่อการร้ายทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุความรุนแรงในภาคใต้ในวันนี้ เป็นกองกำลัง ไม่ใช่เด็ก ตามที่สื่อมวลชนต่างประเทศเสนอข่าวว่า เรารังแกเด็ก แต่อย่าลืมว่า เรายังจับไม่ได้อีกมาก โดยเฉพาะที่มัสยิดเป็นกองกำลังชุดสุดท้าย ที่ต่อสู้เราอย่างดุเดือด เราจำเป็นต้องใช้แผนปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว เข้าเฝ้าถวายรายงานในหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ กำลังแถลงข่าวที่ห้องประชุมค่ายอิงคยุทธบริหารอยู่นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์สายตรงไปยัง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ทำให้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ยุติการแถลงข่าวทันที โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ พร้อมด้วยรักษาราชการแทน ผบ.ตร. แม่ทัพภาคที่ 4 บินกลับมาที่กรุงเทพฯ ทันที เพื่อเตรียมตัวเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ในเวลา 19.00 น.เพื่อถวายรายงานสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้
 วันที่เผยแพร่ 29 เม.ย. 2547
 วันที่บันทึกข้อมูล 29 เม.ย. 2547