ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


เปิดใจเหยี่ยวข่าวมัสยิดกรือเซะ ทุกคนได้ยินคำสั่งยิง
 ชื่อเรื่อง  เปิดใจเหยี่ยวข่าวมัสยิดกรือเซะ ทุกคนได้ยินคำสั่งยิง
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  คมชัดลึก
 คอลัมน์ข่าว  Realtime
 URL  http://www.komchadluek.net/lastnews/showlastnews.php?id=-4360
 เนื้อหา

เปิดใจนักข่าว-ช่างภาพ ในยุทธการยึดมัสยิดของกลุ่มโจรก่อการสร้าง ซึ่งกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้า 1 ที่คนไทยฆ่าคนไทย จนเลือดนองแผ่นดิน นายกุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร ช่างภาพเครือเดอะเนชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์มาตั้งแต่ช่วงเช้า ได้เล่าย้อนถึงสถานการณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มโจรก่อการร้ายที่บุกเข้ายึดมัสยึดกรือเซะ เป็นเวลานานเกือบ 7 ชั่วโมง ว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างประเมินกันตลอดเวลาแต่ไม่ใช่สงครามกลางเมือง

นายกุลพันธ์บอกว่า สถานการณ์ความตึงเครียดได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 28 เม.ย. คนร้ายประมาณ 40 คน ได้บุกเข้าไปยึดป้อมตำรวจกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี และได้ใช้มีดที่พกติดตัวแทงใส่ตำรวจตระเวนชายแดน จากนั้นคนร้ายจากทุกทิศทางก็วิ่งกรูกันเข้ามายังป้อม ตำรวจพากันวิ่งหนีออกไป พร้อมกับวิทยุแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยข้างเคียง พอชุดลาดตระเวนมาถึงการต่อสู้ชุดใหญ่จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง และคนร้ายได้ล่าถอยเข้าไปในสวนยางพาราและสวนมะพร้าวด้านหลังป้อม และล่าถอยเข้าไปอยู่ในมัสยิดกรือเซะ

และในเวลา 10.00 น. หน่วยรบพิเศษพลร่มป่าหวายได้รับคำสั่งให้ใช้อาวุธหนัก จึงยิงอาวุธปืนเอ็ม 79 เข้าไปภายในมัสยิดกรือเซะจำนวนหลายสิบนัด แต่ความแรงจากการยิงกลับทำอะไรตัวมัสยิดไม่ได้ เจ้าหน้าที่จึงวิทยุแจ้งไปยังส่วนกลาง และมีเสียงตอบโต้กลับมาให้หยุดยิง และรอคำสั่ง แต่ระหว่างนั้นได้มีเสียงปืนจากคนร้ายซึ่งยิงมาจากหลังคาบ้านของชาวบ้านหลังมัสยิด

สิ้นเสียงปืนชุดแรก มีเสียงประกาศออกมาตามสายของมัสยิดเป็นภาษายาวี แปลความได้ว่า ขอให้ทุกคนแบ่งอาวุธคนละเท่าๆ กัน และให้พร้อมใจกันสู้ตาย หลังจากที่คำสั่งดังกล่าวถูกแปลเป็นภาษาไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอนกำลังร่นออกไปอีกเพื่อประเมินสถานการณ์ครั้งใหม่ เพราะเริ่มไม่แน่ใจว่า กลุ่มโจรก่อการร้ายจะมีระเบิดหรือไม่

นายกุลพันธ์ บอกอีกว่า การแบ่งกำลังของเจ้าหน้าที่มี 3 ชุด ชุดแรกประกอบด้วยทหารพรานเป็นกลุ่มชั้นแรก ส่วนชั้นที่สองให้หน่วยคอมมานโดและตำรวจเป็นผู้ดูแล ขณะที่ชั้นที่สามให้พลร่มคอยดูแล ซึ่งกำลังทั้งหมดโอบอยู่ล้อมรอบมัสยิดในรัศมี 1 กิโลเมตร ขณะที่กลุ่มชาวบ้านและสื่อมวลชนนั้นก็ถูกกันให้อยู่ห่างจากพื้นที่นับกิโลเมตรเช่นกัน

แม้ว่าพวกเราจะอยู่ห่างแต่ก็เห็นสถานการณ์การต่อสู้และการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตลอด เสียงปืนที่ดังขึ้นแต่ละครั้งนั้น ทำให้ต้องมีการประเมินสถานการณ์กันใหม่ตลอด พอมีการยิงขึ้นหนึ่งครั้งทุกคนก็พากันหลบโดยการหมอบลงกับพื้น ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนเองโดยไม่ต้องรอเสียงเตือนจากเจ้าหน้าที่เลย ทุกคนต่างต้องดูแลกันเอง

นายกุลพันธ์บอกอีกว่า ระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคำสั่งอย่างใจจดใจจ่อ ในเวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งจากวิทยุอีกรอบ ให้ระดมยิงอาวุธปืนเอ็ม 79 เข้าไปอีกระลอก โดยครั้งนี้ให้ยิงผ่านเข้าไปทางช่องประตู หลังจากสิ้นสุดเสียงคำสั่ง เจ้าหน้าที่ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าไปอีกจากจุดเดิมเล็กน้อยและเล็งพิกัดเข้าไปที่ประตูและระดมยิงเข้าใส่อีกระลอก เมื่อสิ้นสุดเสียงปืน ก็ได้วิทยุแจ้งไปยังส่วนกลางว่า พิสัยการยิงค่อนข้างจะได้ผล จึงได้มีคำสั่งแจ้งกลับมาให้รอให้แน่ใจก่อน

ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าเสียงคำสั่งที่บอกผ่านวิทยุมาเป็นเสียงของใครและอยู่สังกัดไหน เพราะเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วย ต่างมีคลื่นความถี่คำสั่งเป็นของตัวเอง และผมก็ไม่รู้ว่าคลื่นไหนเป็นคลื่นไหน แต่ที่ทุกคนได้ยินชัดเจนเหมือนกันหมดก็คือคำสั่งนั้นระบุให้ยิง

นายกุลพันธ์เล่าอีกว่า ความเงียบสงบที่เกิดขึ้นหลังเสียงปืนสงบลง ทำให้เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า กลุ่มโจรก่อการร้ายจะสิ้นฤิทธิ์ จึงได้เตรียมเคลื่อนพลเข้าไปอีก แต่ระหว่างรอการสั่งการได้มีเสียงปืนยิงตอบโต้มาจากด้านในอีกระลอก ทำให้การเคลื่อนพลต้องหยุดชะงัก

ระหว่างที่มีคำสั่งให้ยิงหรือหยุดยิงนั้น ไม่มีชาวบ้านหรือกลุ่มสื่อมวลชน พยายามล้อมกรอบเข้าไปใกล้มัสยิดเลย ทุกคนต่างอยู่ในจุดที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งอยู่ค่อนข้างห่าง ขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่เองก็เคร่งเครียดกับการเล็งปลายกระบอกปืนไปยังเป้าหมาย ไม่มีใครได้มีโอกาสได้ทำอะไรไปมากกว่าที่เป็นอยู่

จนกระทั่งเวลา 13.00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มแน่ใจแล้วว่าการระดมยิงรอบนี้ได้ผล ก็ได้กันชาวบ้าน นักข่าวและช่างภาพทั้งหมดออกนอกพื้นที่ และได้รับคำสั่งจากวิทยุอีกครั้ง ให้ระดมยิงเข้าไปในมัสยิดอีก โดยระบุให้เล็งพิกัดยิงไปทางช่องหน้าต่าง เสียงปืนที่ดังกึกก้อง และประกายไฟที่ลุกโชนขึ้นมาจากมัสยิดไปครั้งๆ ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่า การระดมยิงครั้งนี้ค่อนข้างจะได้ผล จึงได้วิทยุแจ้งกลับไปยังส่วนกลาง จนเวลา 14.00 น. เสียงปืนที่เคยได้ยินเป็นการตอบโต้จากมัสยิดกรือเซะสงบลง เจ้าหน้าที่จึงเข้าเคลียร์พื้นที่ พบมีผู้เสียชีวิตรวม 32 คน

การกระทบกระทั่งของเจ้าหน้าที่กลับชาวบ้านนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เสียงปืนรอบสุดท้ายจบสิ้นลง เพราะเจ้าหน้าที่ได้พยายามเข้าไปกันชาวบ้านออกไปจากจุดเดิม ทำให้เกิดเสียงโห่ร้องและต่อว่ากันเป็นระยะๆ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่เสียงปืนจากการต่อสู้จบสิ้นลงแล้ว

ส่วนนายปาเรซ โลหะสัณห์ ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำจังหวัดปัตตานี บอกว่า หลังจากที่ทราบข่าวคนร้ายปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ที่จุดตรวจกรือเซะ ต.ตันหยงลูโล๊ะ มีคนเสียชีวิตก็ได้เข้าไปฝังตัวในพื้นที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทันที

ตอนผมเข้าไปคนร้ายเริ่มสู้เจ้าหน้าที่ไม่ได้จึงถอยร่อนเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 300 เมตร ผมกับเพื่อนนักข่าว ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในคูระบายน้ำห่างจากที่เกิดเหตุไม่มากนัก พยายามจะเข้าไปหาข่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่กันไม่ให้เข้าไป

นายกุลพันธ์ บอกอีกว่า ขณะนั้นเกิดความสับสนและกลัวมากเพราะมีเสียงกระสุนสาดเข้าหากันตลอดเวลา เสียงปืนดังขึ้นกึกก้องทั่วทุกสารทิศทำให้เจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าคนร้ายอยู่ที่จุดใดบ้าง จึงต้องสุ่มตรวจสอบในบริเวณใกล้เคียงที่รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนและสถานีอนามัยอีก 1 แห่ง

กระทั่งเวลาล่วงเลยมาประมาณชั่วโมงเศษ ได้มีเสียงปืนดังขึ้นมาจากภายในมัสยิด เจ้าหน้าที่จึงแน่ใจว่าคนร้ายทั้งหมดอยู่ในมัสยิด จึงได้นำกำลังโอบล้อมพื้นที่ไว้ ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกส่วนได้ช่วยกันดับไฟที่กำลังไหม้รถจักรยานยนต์ 5 คัน ที่จุดตรวจดังกล่าว

นายปาเรซ บอกอีกว่า ภายหลังการเข้าปิดล้อมมัสยิดกรือเซะแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้แบ่งกำลังออกเป็นส่วนๆ และมีการระดมยิงใส่ตลอดเวลา ที่สุดเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจโยนแก๊สน้ำตาเข้าไปในมัสยิดจำนวนหลายลูก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเสริมกำลังทหาร ตำรวจเข้ามาพร้อมด้วยรถยานเกราะจำนวน 2 คัน รถจิ๊ป และอาวุธครบมือ

ต่อมาเวลาประมาณ 13.00 น. ฝ่ายคนร้ายและเจ้าหน้าที่รัฐได้สาดกระสุนเข้าหากัน โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้ปืนเอ็ม 79 ยิงถล่มเข้าใส่เป็นระยะ ประมาณเกือบ 30 ลูก ควันไฟพวยพุ่งออกจากปากกระบอกคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินได้ใช้จรวดแบกขึ้นบ่ายิงถล่มใส่เข้าไปเป็นระลอกๆ ส่วนรถยานเกราะทั้ง 2 คัน ก็จะสลับกันยิงใส่เข้าไปด้วย

ผมรู้สึกเหมือนห่ากระสุนกำลังผ่านข้ามหัวผมไปเสียงดังวี้ด ด้วยความกลัวและตกใจทำให้ผม เจ้าหน้าที่พยาบาล เพื่อนนักข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งของถนนต้องนอนราบลงกับพื้นถนนบาง หมอบคลานบางเป็นระยะ

จากนั้นคนร้ายบางส่วนได้วิ่งออกมาจากนอกมัสยิด อีกส่วนหนึ่งปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ซึ่งเข้าใจว่าคนร้ายต้องการจะออกมาหาที่กำบังด้านนอก เพื่อที่จะยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่ได้ดีขึ้น แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถต้านทานอานุภาพของอาวุธที่เจ้าหน้าที่ใช้อยู่ได้

จังหวะที่เกิดเหตุการณ์ยิงถล่มอยู่ชาวบ้านได้ออกมามุงดูเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้มัสยิด ได้แต่ยืนดูเหตุการณ์การปะทะกันอยู่อีกมุมหนึ่งของถนน 4 เลนสาย ปัตตานี-สงขลา ซึ่งห่างจากตัวมัสยิดมากพอสมควร

กระทั่งเวลาเกือบ 14.00 น. เสียงปืนภายในมัสยิดเริ่มลดน้อยลง ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่จะมั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ชุดแรกจึงกรูกันเข้าไปเคลียร์พื้นที่ ก่อนถอนกำลังบางส่วนออกมา

ผมได้ยินวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งตะโกนเป็นภาษาอาหรับว่า พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ จากนั้นกลุ่มชาวบ้านจำนวนมากได้วิ่งเข้ามาดูสภาพมัสยิด ส่วนตัวผมเองได้แอบเข้าไปสำรวจภายในมัสยิดกรือเซะ พบว่ามีศพจำนวน 30 ศพนอนตายเรียงรายอยู่ภายใน กลิ่นคาวของเลือดและกลิ่นแก๊สฟุ้งกระจายไปทั่ว บางศพก็แข็งทื้อ บางศพก็ยังนิ่มอยู่

 วันที่เผยแพร่ 30 เม.ย. 2547
 วันที่บันทึกข้อมูล 30 เม.ย. 2547