ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


แง้มหัวใจช้ำ อังคณา วาเตะ นับวันรอลูกน้อยเหยื่อระเบิดกลับคืนอ้อมอก
 ชื่อเรื่อง  แง้มหัวใจช้ำ อังคณา วาเตะ นับวันรอลูกน้อยเหยื่อระเบิดกลับคืนอ้อมอก
 ผู้เขียน  แวลีเมาะ ปูซู
 แหล่งข่าวหลัก  สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
 คอลัมน์ข่าว  ข่าวอิศรา
 URL  http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3862&Itemid=86
 เนื้อหา เหตุลอบวางระเบิดที่ติดตั้งไว้ในรถจักรยานยนต์ของกลุ่มก่อความไม่สงบที่บ้านตะบิงตีงี ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อเช้าวันที่ 17 มี.ค.2551 นั้น ถือได้ว่าเป็นปฏิบัติการที่สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวของ มะตอเฮ ดอเลาะ และ อังคณา วาเตะ อย่างยากที่จะลืมเลือน เพราะแรงระเบิดนอกจากจะทำให้ทหารบาดเจ็บ 1 นายแล้ว ยังทำให้เด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ในละแวกนั้นได้รับบาดเจ็บอีกถึง 7 คน
    ที่น่าเศร้าคือ 3 ใน 7 เป็นลูกของมะตอเฮกับอังคณา ส่วนอีก 2 คนเป็นหลาน...

แม้วันเวลาจะย่างผ่านไปนานกว่า 3 เดือน แต่เสียงกัมปนาทในวันนั้นยังคงแผดก้องอยู่ในโสตประสาทหลอกหลอนผู้เป็นแม่อย่างอังคณาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยเฉพาะในยามที่เห็นลูกชาย...ซูไฮมี ดอเลาะ วัย 8 ขวบ ในสภาพที่เกือบเป็นอัมพาตทั้งตัวจากอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่บริเวณกระดูกสันหลัง เพราะแรงระเบิดอัดร่างของ ซูไฮมี ลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะตกกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งผลให้แขนขาขยับไม่ได้ กล้ามเนื้อช่วยหายใจเสื่อม ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาที่นอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลศูนย์ยะลา 
    นางอังคณา เล่าเหตุการณ์ในวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอว่า วันนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ลูกๆ  3 คนจากที่มีทั้งหมด 7 คน คือ ด.ช.ซูไฮมี คนโตอายุ 8 ขวบ ด.ญ.นูรไอนี อายุ 7 ขวบ  และ ด.ช.บูคอรี อายุ 5 ขวบ ได้มาขออนุญาตไปวิ่งเล่นเก็บเศษกระป๋องที่หน้าบ้าน เพื่อรวบรวมขายให้กับรถรับซื้อของเก่า โดยมีหลาน 2 คนกับลูกของเพื่อนบ้านอีก 2 คนเป็นเล่นด้วยกัน
    "ขณะนั้นฉันซักผ้าอยู่ในบ้าน ยังไม่ทันจะตากผ้าเสร็จก็ได้ยินเสียงระเบิดดังตูม! จึงรีบวิ่งออกไปดู พลันก็เห็นภาพบาดใจ ลูก 3 คนเลือดไหลท่วมร่าง ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูกเลย แขนขาอ่อนแรงจะเป็นลมเพราะเป็นคนแพ้เลือดอยู่แล้ว มองเห็นทหารเข้าไปอุ้มลูกชายคนโตที่ไม่ได้สติส่งโรงพยาบาล เราก็รีบวิ่งตามไป"
    “ลูกฉัน 3 คนบาดเจ็บหมด นูรไอนีน้อยหน่อย ถูกสะเก็ดระเบิดที่นิ้วมือ ส่วนคนน้องบูคอรี โดนที่ท้องจนไส้ทะลักออกมา แต่ซูไฮมีหนักที่สุด เพราะร่างของเขากระเด็นห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ตัวลอยสูงก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นหน้าบ้าน ทำให้เส้นประสาทที่ต้นคอฉีกขาด และไม่รู้สึกตัวตั้งแต่ตอนนั้น“ เธอเล่าด้วยสีหน้าที่ยังไม่คลายตระหนก
    หลังเกิดเหตุ หลานๆ และลูกของเพื่อนบ้านพักเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลบันนังสตา แต่เด็กๆ กลุ่มนี้อาการบาดเจ็บไม่หนักหนาอะไรนัก นอนโรงพยาบาลไม่กี่วันก็กลับบ้านได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ซูไฮมี กับ บูคอรี ที่ถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลศูนย์ยะลา
    บูคอรี ดีวันดีคืน แต่ ซูไฮมี ตรงกันข้าม...
    “หมอที่ผ่าตัดบอกว่าถ้าลูกชายหาย ก็จะหายแบบพิการ เพราะทุกส่วนในร่างกายขยับไม่ได้เลย กินอาหารตามปกติก็ไม่ได้ ต้องให้ทางสายยาง เพราะกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานไม่ปกติ เนื่องจากถูกกระแทกอย่างแรง "
    “ช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ ฉันกินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียดกับอาการของลูกชายจนหน้ามืดเป็นลมหลายครั้ง พอหมอบอกว่าถ้าหายก็อาจจะพิการอีก จิตใจของคนเป็นแม่ยิ่งคิดหนัก อนาคตเขาจะอยู่อย่างไร...ครอบครัวฉันไม่เคยเจอเหตุร้ายครั้งใหญ่แบบนี้ แต่พอโดนก็โดนหนัก และโดนทีเดียว 3 คนเลย” อังคณาเผยความรู้สึกจากหัวใจดวงช้ำ  
    หลังได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจากคณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์ยะลาเป็นเวลากว่า 2 เดือน ซูไฮมีก็เริ่มอาการดีขึ้น แม้ร่างกายจะยังขยับไม่ค่อยได้ แต่ก็สามารถพูดคุยได้บ้าง เพียงแต่เสียงค่อนข้างเบาอันสืบเนื่องจากการเจาะคอ ส่วนความจำยังดีเหมือนเดิม
    แต่กระนั้น อังคณากลับต้องเผชิญปัญหาใหม่ คือปัญหาด้านการเงิน...
    "ฉันเป็นแม่บ้าน มีหน้าที่เลี้ยงลูกอย่างเดียว ส่วนสามีมีอาชีพทำของกระจุกกระจิกส่งขายตามร้านกิฟท์ชอป มีรายได้เดือนละ 6 พันกว่าบาทเท่านั้น เมื่อต้องไปเฝ้าไข้ลูกที่โรงพยาบาลนานๆ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วง 25 วันแรกสามีต้องหยุดงานด้วย ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ แต่ต้องแบกภาระดูแลลูกๆ ถึง 7 คน"
    “ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางจังหวัดช่วยลูกชายซึ่งอาจจะพิการเป็นอัมพาตตลอดชีวิต เพราะเราต้องใช้เงินดูแลเขา ส่วนลูกอีก 2 คนคงไม่เป็นไร เพราะหายเป็นปกติและสามารถวิ่งเล่นได้เหมือนเดิมแล้ว”
    แม้ อังคณา จะปักใจว่าคนร้ายที่ลอบวางระเบิดไม่ได้ต้องการทำร้ายลูกของเธอโดยตรง แต่เล็งเป้าไปที่ทหาร ทว่าสิ่งที่คนพวกนั้นทำก็หาใช่ความถูกต้อง และเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะต้องถูกพระเจ้าลงโทษ
    “ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดแค่นี้ ขอให้พระเจ้าทรงชี้นำทางให้แก่พวกเขา และอยากให้พวกเราทุกคนอยู่อย่างสงบสุขเสียที เรื่องแบบนี้ไม่โดนลูกของคุณก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อลูกฉันโดนหนัก คนที่ทำก็จงรับผลบาปในสิ่งที่เขาได้ก่อไว้ ถามว่าโกรธไหม? อยากแก้แค้นกลับคืนไหม? ฉันคงไม่คิดแค้นหรือทำอะไร ปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้ลงโทษเขาเอง”
    เป็นความรู้สึกจากก้นบึ้งในหัวใจของผู้เป็นแม่ที่เฝ้าแต่หวังว่า สักวันหนึ่งลูกชายคนเดิมที่เคยแข็งแรง มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ จะคืนกลับมาสู่อ้อมอกของเธออีกครั้ง...
 ภาพประกอบ [1]
 ภาพประกอบ [2]
 ภาพประกอบ [3]
 วันที่เผยแพร่ 9 ก.ค. 2551
 วันที่บันทึกข้อมูล 13 ก.ค. 2551