ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


ปากคำแนวร่วมกู้ชาติปัตตานี.....เปิดยุทธวิธีกลุ่มก่อความไม่สงบ
 ชื่อเรื่อง  ปากคำแนวร่วมกู้ชาติปัตตานี.....เปิดยุทธวิธีกลุ่มก่อความไม่สงบ
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
 คอลัมน์ข่าว  สกู๊ปและสารคดี
 URL  http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4569&Itemid=86
 เนื้อหา ตลอด 5 ปีของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรามักได้ยินคำว่า...กลุ่มก่อความไม่สงบ สมาชิกแนวร่วม อาร์เคเค คอมมานโด หรือแม้แต่ มือระเบิด ฯลฯ...มานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากการเปิดเผยของฝ่ายความมั่นคงภายหลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ขึ้น ทว่าตลอดมาแทบไม่เคยมีคำอธิบายว่า แท้ที่จริงแล้ว "กลุ่มก่อความไม่สงบ" มีหน้าตาเป็นอย่างไร ชื่อขบวนการอะไร สมาชิกแนวร่วมเขาทำอะไรกันบ้าง คำว่า "อาร์เคเค" หรือ "คอมมานโด" เป็นชื่อเรียกตัวเองของกองกำลังติดอาวุธ หรือเป็นวาทกรรมของรัฐกันแน่ ที่ผ่านมาเคยมีการนำบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็น "แนวร่วม" ระดับต่างๆ มาเปิดเผยเรื่องราวในขบวนการ แต่มักไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะถูกมองว่าเป็นการ "กำกับ" โดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ล่าสุด "ทีมข่าวอิศรา" ได้มีโอกาสพูดคุยกันแบบ "ตัวต่อตัว" กับบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกแนวร่วมของขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งมีการจัดตั้งในรูปแบบองค์กร เรียกตัวเองว่า "ขบวนการญิฮาด" (คำว่าญิฮาด แปลตามตัวว่าความพยายาม ในทางศาสนาจึงหมายถึงการทำความดีเพื่อเพิ่มศรัทธาในพระเจ้า แต่กลุ่มขบวนการนำคำนี้มาใช้ในความหมายของ "สงครามศักดิ์สิทธิ์") คำบอกเล่าของสมาชิกแนวร่วมผู้นี้ที่ปัจจุบันกลับใจหันหลังให้ขบวนการแล้วพร้อมๆ กับชาวบ้านในหมู่บ้านของเขาซึ่งเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ป่าเขาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้รับรู้ถึงแนวคิด กลวิธี และยุทธศาสตร์ของกลุ่มก่อความไม่สงบที่นำมาใช้ในการสร้างแนวร่วมเพื่อปฏิบัติการแบ่งแยกดินแดน วันนั้นผมไม่คิดว่าเลือกทางผิด อดีตสมาชิกแนวร่วมวัย 39 ปี เปิดใจให้ฟังว่า การตัดสินใจเข้าร่วมกับขบวนการเมื่อ 4-5 ปีก่อน ช่วงนั้นไม่คิดว่าเป็นการเลือกเดินทางผิดเลยแม้แต่น้อย "ผมเป็นสมาชิกแนวร่วมมาประมาณ 4 ปี ตอนนั้นรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่กำลังเผชิญ ช่วงเวลาประมาณต้นปี 2547 อาเยาะห์ (สมาชิกแนวรวมระดับนำในหมู่บ้าน) ชอบมาพูดคุยและเล่าเรื่องประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีให้ฟัง พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์บางตอนที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น โดยเน้นไปในทางเสื่อมเสียของรัฐบาลไทย ส่วนสิ่งดีๆ ไม่มีการพูดถึงเลย และก็ไม่มีใครถามถึงด้วย" อดีตแนวร่วม บอกว่า อาเยาะห์ใช้เวลาในขั้นตอน "พูดคุย-ชักชวน" นานร่วมปีเลยทีเดียว "เขาจะใช้เวลาชักจูงค่อนข้างนาน ทำให้เราเริ่มรู้สึกมั่นใจในขบวนการมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นอาเยาะห์ก็ชวนไปเข้าร่วมขบวนการ โดยเป็นสมาชิกแนวร่วม และจะพูดทำนองว่าขณะนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้เข้าเป็นสมาชิกของขบวนการญิฮาดทุกคนแล้ว เหลือเพียงเราคนเดียวและเป็นคนสุดท้าย จะเข้าร่วมหรือไม่ขอให้กลับไปคิด" “ผมใช้เวลาคิดประมาณ 2 วันก็ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกขบวนการญิฮาด หลังจากนั้นอาเยาะห์ก็นัดเจอกันที่บ้านสมาชิกแนวร่วมคนหนึ่งในหมู่บ้าน โดยไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ในการนัด ผมก็ไปตามนัด เมื่อถึงบ้านเห็นชาวบ้าน 4 คนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ไม่นานชาวบ้านอีก 5 คนก็เดินเข้ามา รวมเป็น10 คน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคนในหมู่บ้าน" "จากนั้นอาเยาะห์ก็ออกมาพร้อมกับชายชราวัย 50 ปี พร้อมเรียกทุกคนที่อยู่บนบ้านให้นั่งล้อมกันเป็นวงกลม ชายชราผู้นั้นให้ทุกคนนำมือขวาวางทับบนมือของเขา (พิธีซูเปาะห์ หรือสาบานตน เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคลของมุสลิม) แล้วให้พูดตามเป็นภาษายาวีว่า...ห้ามเปิดเผยความลับโดยเด็ดขาด หากผู้ใดเปิดเผยจะต้องถูกองค์อัลลอฮฺห์ลงโทษ และเมื่อซูเปาะห์ไปแล้วจะต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง ไม่ทำไม่ได้...เขาจะให้ท่องประมาณ 2-3 เที่ยว" อย่างไรก็ดี ในระหว่างการทำซูเปาะห์ อดีตแนวร่วมผู้นี้ เผยว่า แอบนึกในใจอยู่ตลอดเวลาว่าการประกอบพิธีกรรมไม่มีในคัมภีร์อัลกรุอาน "มันไม่มีในหลักคำสอน ไม่มีในคัมภีร์ แล้วจะมาทำพิธีแบบนี้ได้อย่างไร ตรงนี้เองทำให้ผมกล้าที่จะเปิดเผยความลับของขบวนการ" ปลุกระดมเกลียดรัฐ-กักตุนอาหารรอทำสงคราม อดีตแนวร่วม เล่าต่อว่า หลังจากประกอบพิธีกรรมเสร็จ อาเยาะห์ได้บอกกับทุกคนว่า ตอนนี้ทั้ง 10 คนเป็นสมาชิกฝ่ายแนวร่วม หรือ "มาซา" ของขบวนการญิฮาดแล้ว และยังบอกให้สมาชิกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเข้ารับฟังการบรรยายเดือนละครั้ง ส่วนอีกกลุ่มต้องทำหน้าที่เข้าเวรเพื่อรักษาความปลอดภัย "เนื้อหาที่บรรยายจริงๆ แล้วก็คือการปลุกระดมนั่นเอง โดยอาเยาะห์จะปลุกระดมว่า เราชาวมุสลิมต้องละหมาดให้ครบ 5 เวลา ถือเป็นวายิบ (สิ่งที่ต้องทำ) และสมาชิกทุกคนในหมู่บ้านต้องช่วยกันละหมาดฮายัตเพื่อขอพรจากพระเจ้าให้ประสบความสำเร็จในการทำสงคราม บางตอนอาเยาะห์ก็เล่าถึงประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีที่เป็นของชาวมลายูมาก่อน แต่ถูกสยามยึดครอง แล้วจับชาวมลายูปัตตานีไปเป็นเชลย พาไปขุดคลองแสนแสบด้วยมือเปล่าที่กรุงเทพฯ" "อาเยาะห์เล่าพร้อมยกตัวอย่างให้คิดว่า ลองสังเกตดูสิ แถบริมคลองแสนแสบมีแต่คนมุสลิมอาศัยอยู่ คนมุสลิมเหล่านั้นเป็นลูกหลานของชาวมลายูปัตตานี ฉะนั้นพวกเราที่เป็นลูกหลานมลายูปัตตานีต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชรัฐปัตตานีคืนมา" อดีตแนวร่วม บอกว่า การปลุกระดมของอาเยาะห์ลงลึกไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตและแผนในลำดับต่อไปของขบวนการเลยทีเดียว "ชาวมุสลิมทุกคนต้องเข้าร่วมญิฮาด ส่วนชาวบ้านที่มีลูกเมียไม่ต้องจับอาวุธ เป็นเพียงแนวร่วมคอยสนับสนุนการก่อเหตุของขบวนการเท่านั้น และเน้นการใช้ชีวิตประจำวันแบบพึ่งตัวเอง เช่น ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด ไก่ วัว ปลา เก็บข้าวสารและยาเวชภัณฑ์เอาไว้มากๆ เพราะหากเกิดสงครามเราจะไม่สามารถออกไปไหนได้เลย แต่เราก็ยังสามารถอยู่ได้ด้วยอาหารของเรา" "ถ้าใครเสียชีวิตในสงคราม ถือเป็นซาฮีต (แปลว่าการตายในหนทางของพระเจ้า แต่ขบวนการนำมาใช้ในความหมายว่า "นักรบของพระเจ้า") ตายแล้วศพไม่ต้องอาบน้ำและละหมาด นอกจากนั้นยังสามารถพาญาติอีก 70 คนขึ้นสวรรค์ได้อีกด้วย" ฮึกเหิมกู้ชาติ-เก็บเงินบริจาคส่งขบวนการ อดีตแนวร่วมเผยความรู้สึกในช่วงนั้นว่า เมื่อได้ฟังคำปลุกระดมแล้วรู้สึกภูมิใจและฮึกเหิมมาก "แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากให้ตนเองและคนที่เรารักได้ขึ้นสวรรค์” เขาบอก อดีตสมาชิกแนวร่วมขบวนการญิฮาด เล่าต่ออีกว่า นอกจากการปลุกระดมแล้ว ยังมีการตั้งกฎบัญญัติการปฏิบัติตัวตามขบวนการอีก10 ข้อ "จริงๆ มันมี 10 ข้อแต่ผมจำได้เพียง 5 ข้อเท่านั้น คือสมาชิกทุกคนต้องประกอบกิจกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำ งานของขบวนการต้องสำคัญกว่างานส่วนตัว ห้ามเปิดเผยความลับของขบวนการ และต้องตรงต่อเวลาเมื่อมีการนัดหมาย” อดีตแนวร่วมวัย 39 ปี บอกว่า ได้รับคำสั่งให้เป็น "ฝ่ายเศรษฐกิจ" มีหน้าที่รวบรวมเงินจากสมาชิกแนวร่วมในหมู่บ้านที่เรียกเก็บจากสมาชิก "เขาให้เก็บคนละ1 บาทต่อวัน เป็นเงินรายเดือน ส่วนรายปีนั้นจะเก็บ 360 บาทต่อคน ใครให้มากกว่านั้นก็ได้ ทุกวันที่ 10 ของเดือนสมาชิกแนวร่วมจะต้องนำเงินที่เก็บได้จากชาวบ้านมาส่งให้ผม หลังจากนั้นจะมีสมาชิกอีกคนมารับเงินไปโดยที่ผมก็ไม่รู้ว่าสมาชิกคนนั้นนำเงินไปทำอะไร" ฝึกร่างกาย-ทดสอบความกล้า นอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้ว แนวร่วมทุกคนยังต้องเข้ารับการฝึกร่างกายอีกด้วย "เรื่องนี้เป็นคำสั่งของสมาชิกระดับนำ โดยมีสมาชิกฝ่ายทหารในหมู่บ้านเป็นครูฝึก ส่วนสถานที่ก็จะใช้บ้านของสมาชิกแนวร่วมในหมู่บ้าน ตอนนั้นมีสมาชิกฝึกด้วยกันกับผม 5 คน (รวมเป็น 6 คน) ครูฝึกจะให้เข้าแถวแบบหน้ากระดาน 2 แถว แถวละ 3 คน แล้วให้วิ่งอยู่กับที่ ดันพื้น ซิตอัพ และกระโดดตบกลางอากาศ ฝึก 3 วัน วันละ 2 ชั่วโมง" อดีตแนวร่วม บอกว่า เมื่อผ่านการฝึกเรียบร้อย ก็จะถึงขั้นตอนสำคัญคือทดสอบความกล้า "ฝึกเสร็จประมาณ 2-3 สัปดาห์ ครูฝึกก็จะมีคำสั่งให้สร้างสถานการณ์ขึ้นในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ตอนที่ผมร่วมครั้งแรกมีการประชุมวางแผนก่อเหตุ โดยจะทำ 2 ช่วงในคืนเดียวกัน มีการแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 ชุด ชุดละ 5 คน ชุดที่ 1 ก่อเหตุตรงป้ายบอกทาง และชุดที่ 2 ก่อเหตุบริเวณหัวสะพานทางเข้าหมู่บ้าน แต่ละชุดจะมีสมาชิกฝ่ายทหารร่วมด้วย" "หลังประชุมเมื่อสมาชิกทุกคนเข้าใจแล้วก็จะแยกย้ายกันกลับบ้านทันทีเพื่อเตรียมตัวก่อเหตุ ผมกับสมาชิกอีกบางคนต้องเตรียมหายางรถยนต์ 2 เส้น เศษผ้า น้ำมันเบนซิน 3 ลิตร และสีสเปรย์ 2 กระป๋อง ส่วนตะปูเรือใบนั้น สมาชิกฝ่ายทหารจะเป็นคนนำมา เมื่อถึงเวลา สมาชิกทุกคนจะไปยังจุดนัดหมาย คืนนั้นนัดกัน 2 ทุ่ม ผมกับเพื่อนได้ช่วยกันโปรยตะปูเรือใบบนถนนหลวง ส่วนสมาชิกที่เหลือก็ไปตัดต้นไม้ขวางถนน เมื่อก่อเหตุเสร็จผมกับเพื่อนก็กลับไปพักผ่อนอยู่ที่แคร่หน้าบ้านของผมเอง เพื่อรอเวลาก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง" "เมื่อถึงเวลานัดอีกรอบคือตีหนึ่งครึ่ง ผมกับสมาชิกคนอื่นๆ ได้ช่วยกันนำอุปกรณ์ที่เตรียมมาไปก่อเหตุตามจุดที่ได้วางแผนกันไว้ คือเอาเศษผ้าใส่ในยางรถยนต์ทั้งสองเส้นแล้ว ราดน้ำมันเบนซินลงไปในล้อรถ จากนั้นนำไปวางบนถนนห่างกันพอสมควร แล้วก็ราดน้ำมันบนยางรถยนต์เส้นหนึ่ง และเทน้ำมันให้ไหลเป็นทางยาวบนถนนจนถึงยางรถยนต์เส้นที่สอง ก่อนจะจุดไฟเผา เพื่อให้ไฟวิ่งถึงกัน ส่วนแกลลอนและเศษผ้าที่เหลือจะโยนเข้าไปในกองเพลิง" อดีตแนวร่วม เล่าว่า หลังก่อเหตุได้แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รุ่งเช้าได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันว่า เมื่อคืนมีการโปรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ และตัดต้นไม้ขวางถนน ทั้งยังมีการฆ่าตัดคอชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง ทำให้เขารู้ว่ายังมีสมาชิกแนวรวมกลุ่มอื่นร่วมก่อเหตุด้วย เข้าเวรเฝ้าระวังเจ้าหน้าที่ แม้จะเป็นฝ่ายเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นฝ่ายทหารเต็มตัว แต่อดีตแนวร่วมผู้นี้ก็ต้องทำหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการเข้าเวรยาม "ในระยะแรกก็ยังไม่มีเวรยามชัดเจนอะไร เพียงแค่ให้สมาชิกทุกคนช่วยกันสอดส่องความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่เข้าออกหมู่บ้าน จนปลายปี 2548 สมาชิกระดับนำได้สั่งให้จัดระบบเข้าเวรยามขึ้น โดยสมาชิกฝ่ายทหารกับสมาชิกแนวรวมฝ่ายอื่นๆ จะต้องเข้าเวรยามด้วยกัน" "การเข้าเวรยามจะไม่มีอาวุธ ใช้แต่วิทยุสื่อสารเท่านั้น เพราะว่าเราเป็นสมาชิกฝ่ายแนวร่วม จะทำหน้าที่เพียงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยแจ้งรายงานทางวิทยุสื่อสารให้สมาชิกแนวร่วมในหมู่บ้านใกล้เคียงทราบ และห้ามนำวิทยุมาพูดเล่นอย่างเด็ดขาด ในหมู่บ้านของผมมีการจัดเวรยามแบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 2 คน เข้าเวรตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงตี 5 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน" "เมือมี่เจ้าหน้าที่ผ่านมา สมาชิกที่เข้าเวรจะใช้รหัสในการสื่อสารกับสมาชิกแนวร่วมในหมู่บ้านของตัวเองและหมู่บ้านใกล้เคียงว่า... รถขนผลไม้ขึ้นไปข้างบนแล้วนะ...แปลว่ารถของเจ้าหน้าที่กำลังเดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน หรือไม่ก็ใช้รหัสว่า...มีญาติขึ้นไปแล้วนะ...แปลว่ากำลังเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว แต่รหัสนี้จะใช้กันเฉพาะในหมู่ของผมเท่านั้น ส่วนหมู่บ้านอื่นๆ ไม่รู้ เท่าที่ทราบบางหมู่บ้านจะมีสมาชิกแนวรวมที่เป็นผู้หญิงทำหน้าที่เข้าเวรยามด้วย แต่หมู่บ้านของผม สมาชิกที่เฝ้ายามจะเป็นผู้ชายทั้งหมด” เขาบอก หลายปีที่อยู่กับขบวนการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสับสน วุ่นวาย และตึงเครียด เมื่อปีที่แล้วมีเจ้าหน้าที่ชุดหนึ่งเข้าไปช่วยพัฒนาหมู่บ้าน และแสดงความจริงใจจนสามารถทำให้ชาวบ้านเชื่อใจได้ ในที่สุดชาวบ้านจึงพร้อมใจกันหันหลังให้ขบวนการ รวมทั้งสมาชิกแนวร่วมวัย 39 ปีรายนี้ด้วย
 วันที่เผยแพร่ 24 เม.ย. 2552
 วันที่บันทึกข้อมูล 29 เม.ย. 2552