ระบบฐานข้อมูลข่าวบนเว็บ:ข่าวชายภาคแดนใต้

รายละเอียดของข่าว


เรื่องเล่าจากปากอาร์เคเคผ่าแผนขบวนการฝึกนักรบกู้ชาติปัตตานี
 ชื่อเรื่อง  เรื่องเล่าจากปากอาร์เคเคผ่าแผนขบวนการฝึกนักรบกู้ชาติปัตตานี
 ผู้เขียน   -
 แหล่งข่าวหลัก  สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
 คอลัมน์ข่าว  ข่าวอิศรา
 URL  http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4632&Itemid=86
 เนื้อหา ใครก็ตามที่ติดตามข่าวสารความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ย่อมต้องเคยผ่านหูผ่านตากับคำว่า "อาร์เคเค" มาบ้างอย่างแน่นอน แต่ถ้าลองสุ่มถามจากคนรอบข้างดูว่า แท้ที่จริงแล้ว "อาร์เคเค" คืออะไร มีความหมายอะไรกันแน่ เชื่อได้เลยว่าคำตอบส่วนใหญ่ที่ได้รับคือ "ไม่รู้" นอกจากความเข้าใจตามความหมายที่ส่งผ่านวาทกรรมของรัฐ ซึ่งน่าจะสรุปความได้ว่าหมายถึงหน่วยรบขนาดเล็กที่ประกอบด้วยนักรบวัยรุ่นที่มีความสามารถเรื่องการใช้อาวุธ และคอยก่อเหตุรุนแรงประเภทไล่ยิง ไล่ฆ่า และเผาโรงเรียนแล้ว ดูเหมือนคนทั่วไปจะไม่มีข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับ "อาร์เคเค" เลย ข่าวบางกระแสที่บอกต่อๆ กันมาจากฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า "อาร์เคเค" คือตัวย่อชื่อหลักสูตรการฝึกหน่วยรบขนาดเล็กที่ทำการรบแบบจรยุทธ์ โดยนำมาจากประเทศอินโดนีเซีย น่าคิดไม่น้อยว่าข้อมูลดังกล่าวนี้มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด "อาร์เคเค" เป็นเพียงวาทกรรมของฝ่ายรัฐที่ใช้เรียกนักรบวัยรุ่นมุสลิมหรือไม่ หรือเป็นชื่อที่นักรบเหล่านั้นเรียกตัวเอง ในบทความที่ชื่อ "ชุมโจรในจินตนาการ ว่าด้วยภูมิรู้ของทหารไทยเกี่ยวกับผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้" ที่เขียนโดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ตีพิมพ์ในวารสาร "ฟ้าเดียวกัน" ฉบับ "5 ปีไฟใต้" ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2552 ก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับ "อาร์เคเค" เอาไว้อย่างแหลมคม บทความซึ่งมุ่งวิพากษ์วิทยานิพนธ์ของ พล.ต.สำเร็จ ศรีหร่าย รองแม่ทัพภาคที่ 4 เรื่อง "ขบวนการ BRN-Coordinate กับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ในช่วงปี 2547-ปัจจุบัน (2550) และแนวคิดในการยุติสถานการณ์" ระบุว่า RKK เป็นคำที่สร้างความสับสนได้มาก ในหลายกรณีเป็นที่ทราบกันว่า เป็นชื่อที่ใช้เรียกหน่วยจรยุทธ์ บางครั้งเป็นที่รู้จักกันในามของหลักสูตรทางทหารที่มาจากอินโดนีเซีย บางครั้งมีการใช้ราวกับว่ามันเป็นองค์กรหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครรู้ที่มาของชื่อนี้ชัดเจนนัก และไม่มีชาวอินโดนีเซียหรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการก่อการร้ายในอินโดนีเซียคนใดคุ้นเคยกับคำว่า RKK ไม่าจะเป็นในรูปของหลักสูตรทางทหาร หรือองค์กร หรือหน่วยจรยุทธ์ ในขณะที่ พล.ต.สำเร็จ อ้างในวิทยานิพนธ์ของเขาว่า ความใกล้ชิดระหว่างบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต กับขบวนการก่อการร้ายในอินโดนีเซียอย่างขบวนการอาเจะห์เสรี ทำให้ขบวยการในประเทศไทยได้ลอกเลียนแบบยุทธวิธีด้วยการตั้งหน่วยรบขนาดเล็กทีเรียกว่า Runda Kumpulan Kecil - RKK RKK ในสายตารัฐไทย องค์ความรู้เกี่ยวกับ "อาร์เคเค" ที่ปรากฏผ่านเอกสารและข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงไทยนั้น ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นวิทยานิพนธ์ของ พล.ต.สำเร็จ หรือจุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 10 เรื่องการก่อความไม่สงบในภาคใต้ของไทย ที่มี สุรชาติ บำรุงสุข (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทหาร) เป็นบรรณาธิการ ซึ่งอธิบายไว้ในคำนำว่า รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นเอกสารเปิด (ของฝ่ายความมั่นคง) เนื้อหาในจุลสารความมั่นคงศึกษาฉบับดังกล่าว ในหัวข้อ "การฝึกหลักสูตร RKK สำหรับสมาชิกระดับคอมมานโด" ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า เป็นการฝึกตามหลักสูตรทางทหารที่เป็นระบบ ใช้เวลาประมาณ 28 วันติดต่อกัน หลักสูตร RKK เป็นหลักสูตรหน่วยจรยุทธ์ขนาดเล็ก สมาชิกในกลุ่มมีจำนวน 6 คน ประกอบด้วย ตำแหน่งที่ 1 ดูต้นทาง ตำแหน่งที่ 2 หัวหน้าชุด ตำแหน่งที่ 3 สื่อสาร/พยาบาล ตำแหน่งที่ 4 และ 5 ปฏิบัติการ และตำแหน่งที่ 6 รองหัวหน้าชุด รายละเอียดการฝึกแบ่งเป็นวิชา เรียงลำดับจากพื้นฐานไปสู่ขั้นสูง เป็นการฝึกในเวลากลางคืนเป็นหลัก ส่วนเวลากลางวันรับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี และทฤษฎีการรบแบบต่างๆ ตลอดจนการฝึกสาธิตการต่อวงจรระเบิด สูตรผสมระเบิดเพลิง การถอด/ประกอบอาวุธปืน การต่อสู้ป้องกันตัว การฝึกอาวุธโดยใช้ไม้แทนปืน เป็นต้น คำว่า RKK ในความหมายของจุลสารความมั่นคงศึกษา ดูจะให้น้ำหนักไปที่การเป็นหลักสูตรการฝึกระดับยุทธวิธีที่สูงกว่าการฝึกทั่วไป ใช้สำหรับสมาชิกระดับ "คอมมานโด" มีภารกิจในการก่อเหตุร้ายรูปแบบต่างๆ เรื่องเล่าจากปากอาร์เคเค เพื่อประโยชน์ในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับ RKK "ทีมข่าวอิศรา" ได้มีโอกาสพูดคุยกับอดีตแนวร่วมอาร์เคเครายหนึ่ง ที่เคยผ่านกระบวนการฝึกทุกระดับชั้น แต่ปัจจุบันหันหลังให้กับขบวนการแล้ว ทว่าเขายอมเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงการทำงานของกลุ่มก่อความไม่สงบ และขั้นตอนการสร้างกองกำลังนักรบกู้ชาติปัตตานี ข้อมูลจากอดีตแนวร่วมอาร์เคเค วัย 34 ปี (ในรายงานชิ้นนี้ขอเรียกผู้เล่าว่าอาร์เคเคต่อไป เพื่อให้เข้าใจง่าย) ระบุว่า คำว่าอาร์เคเคในภาษาของพวกเขานั้นเรียกว่า "ตาจือรี" หมายถึงนักรบที่ผ่านการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจมาเป็นอย่างดี ส่วนคำว่า "อาร์เคเค" ไม่ใช่คำที่พวกเขาเรียกกัน และไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่ามาจากที่ไหน "ตาจือรี" คือนักรบที่มีระดับความสามารถสูงกว่า "เปอร์มูดอ" หรือเยาวชนกู้ชาติที่ผ่านการฝึกแบบทั่วไป แต่อยู่ระดับต่ำกว่า "คอมมานโด" หรือสมาชิกฝ่ายทหารระดับสูง ทั้งนี้ แต่ละจังหวัดจะมีคอมมานโดราว 3,000 คน หากคอมมานโดเสียชีวิต ก็จะขยับ "ตาจือรี" ขึ้นมาแทน โดยจะคงตัวเลขของคอมมานโดไว้ที่จังหวัดละ 3,000 คนตลอดเวลา มีเรื่องเล่าในเชิงเปรียบเทียบว่า ศักยภาพของคอมมานโด 1 คน ต้องสามารถต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับเจ้าหน้าที่ได้ 10 คน ส่วนตาจือรี 1 คน ต้องสามารถต่อสู้มือเปล่ากับเจ้าหน้าที่ได้ 5 คน ย้อนอดีตวันร่วมขบวนการ ขั้นตอนการชักชวนวัยรุ่นหรือชายฉกรรจ์เข้ารับการฝึกเป็นนักรบกู้ชาติปัตตานี คล้ายคลึงกับการชักชวนผู้คนเข้าเป็นแนวร่วมในตำแหน่งอื่นๆ โดยอดีตอาร์เคเคผู้นี้เล่าว่า ช่วงก่อนปี 2546 จะมี "อาเยาะ" หรือผู้นำระดับหมู่บ้าน ออกปฏิบัติการปลุกระดมมวลชนในพื้นที่ โดยโครงสร้างของอาเยาะแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายอูลามา หรือผู้นำทางจิตวิญญาณ จะทำหน้าที่ปลุกระดม ฝ่ายการเมือง ทำหน้าที่นำม็อบไปประท้วง ฝ่ายเศรษฐกิจ ทำหน้าที่หาเงินและรวบรวมเงินเข้าขบวนการ และฝ่ายกองกำลัง ทำหน้าที่ฝึกกองกำลังเพื่อเป็น "ตาจือรี" และ "คอมมาโด" อดีตอาร์เคเครายนี้ เปิดใจว่า เขาไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ที่ถูกเรียกเข้าขบวนการ แต่เป็นกลุ่มที่ได้รับเลือกในภายหลัง หลังจากที่พบเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในหมู่บ้านแล้ว "เมื่อปี 2546 ผมเริ่มเห็นความผิดปกติของเพื่อนบ้านที่มักออกไปนอกหมู่บ้านเป็นประจำทุกอาทิตย์ จึงถามเขาว่าออกไปไหน เพื่อนบ้านคนนั้นไม่ตอบ แต่ถามกลับมาว่ากล้าไหม ผมก็ตอบไปว่าถ้าไปในทางที่ถูกก็กล้า ถ้าไปในทางที่ก็ผิดไม่กล้า จำได้ว่าเพื่อนบอกให้รอ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ" "หลังจากนั้นประมาณ 5 เดือน เพื่อนคนเดิมก็มาชวนไปหาอาเยาะที่อยู่หมู่บ้านข้างเคียง เมื่อไปถึงก็พบชายวัยเดียวกันประมาณ 7-8 คน และชายอีกคนอายุประมาณ 40 ปี โดยคนที่อายุมากที่สุดทำหน้าที่เล่าประวัติศาสตร์ปัตตานีให้ฟัง หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวก็หันมาบอกให้ใส่ชื่อ พร้อมยื่นกระดาษและปากกาให้ ตอนนั้นหลังจากได้ฟังประวัติศาสตร์ปัตตานีแล้วผมรู้สึกฮึกเหิมมาก" ถัดจากวันแรกที่ไปพบปะและรับฟังบรรยาย ก็ถึงขั้นตอนของการเข้าพิธีสาบาน “ต่อมาอาเยาะได้เรียกสมาชิกไปพบ เท่าที่ผมจำได้มี 6 คน ไปที่บ้านของสมาชิกในหมู่บ้านเพื่อประกอบพิธีสาบาน หรือซูเปาะ โดยอาเยาะจะให้สมาชิกทุกคนวางมือบนคัมภีร์ แล้วให้สมาชิกทุกคนพูดตามว่า ขอสาบานว่าจะร่วมกิจกรรมเพื่อองค์กรและจะรักษาความลับขององค์กรตลอดไป โดยจะกล่าวแบบนี้ 3 เที่ยว” ขั้นแรก "เปอร์มูดอ" กู้ชาติ อดีตแนวร่วมอาร์เคเค เล่าต่อว่า หลังจากเข้าพิธีซูเปาะ ก็จะเริ่มฝึกหลักสูตร "เปอร์มูดอ" ซึ่งมีทั้งหมด 8 ชั้น แต่ละชั้นจะใช้เวลาเรียนประมาณ 3 เดือน แต่เนื่องจากระยะเวลาผ่านมาค่อนข้างนานแล้ว ทำให้เขาจำขั้นตอนการฝึกได้เพียง 6 ชั้นเท่านั้น ชั้นแรก เรียกว่า ตาระห์ เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปัตตานี ชั้นที่ 2 เรียกว่า ตือฆะ เป็นการฝึกออกกำลังกายโดยใช้ท่าปกติทั่วไป เช่น ท่าบริหารร่างกาย เป็นต้น ชั้นที่ 3 เรียกว่า ตาแจ เป็นการฝึกวิ่งเพื่อเอากำลัง โดยครูฝึกจะสั่งให้ไปวิ่งตอนบ่ายๆ สมาชิก 6 คนจะขี่รถออกจากบ้านเพื่อไปที่สนามกีฬาของจังหวัด จากนั้นก็วิ่งด้วยกัน วิ่งเสร็จก็ขี่รถกลับบ้าน ชั้นที่ 4 เรียกว่า วาตอง เป็นการฝึกร่างกาย 12 ท่าบังคับ เช่น วิ่งอยู่กับที่ กระโดดตบ กระโดดม้า กระโดดเก้ง ซิตอัพ ดันพื้น ออกกำลังคอ ฝึกกันอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยชั้นนี้เป็นชั้นที่ครูฝึกจะดูไหวพริบและสมรรถนะของสมาชิกว่าจะไปต่อได้หรือไม่ ชั้นที่ 5 เรียกว่า เปอร์เฆอเราะ เป็นชั้นบำเพ็ญประโยชน์ จะมีหน้าที่อยู่ร่วมกับชาวบ้านอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านทุกอย่าง แล้วแต่ชาวบ้านจะให้ช่วยทำอะไร ชั้นที่ 6 กับ 7 จำไม่ได้ ส่วนชั้นที่ 8 เรียกว่า ตารีกา เป็นชั้นสูงสุดของ "เปอร์มูดอ" ก่อนขยับไปฝึกหลักสูตร RKK โดยต้องรอประมาณ 3 เดือนหรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับหัวหน้ากลุ่มจะเรียกตัว และระหว่างที่รอสมาชิก ทุกคนต้องทำหน้าที่ชักจูงเพื่อนบ้านหรือวัยรุ่นให้เข้าร่วมขบวนการ "สำหรับผมรอนานเป็นพิเศษ คือรอถึง 1 ปี เพราะรายชื่อตกหล่น" อดีตแนวร่วม บอก อดีตอาร์เคเครายนี้ ให้ข้อมูลว่า การฝึกร่างกายส่วนใหญ่ใช้สถานที่ของรัฐนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬาในจังหวัดหรือในอำเภอ ส่วนช่วงเวลาที่ทำการฝึก ก็จะเป็นเวลาปกติที่คนอื่นๆ ออกกำลังกายกัน เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เพียงแต่การฝึกจะหนักและจริงจังกว่าการออกกำลังกายมาก “แต่ละชั้นที่เข้ารับการฝึก จะมีครูฝึกเจ้าของสถานที่เป็นผู้ดูแลตลอดระยะเวลา 3 เดือน ทั้งเรื่องที่อยู่และอาหารการกิน เมื่อฝึกจบแต่ละหลักสูตร ครูฝึกจะเป็นคนบอกว่าไปที่ไหนต่อเพื่อเลื่อนชั้น ช่วงระหว่างฝึกเปอร์มูดอและตาจือรี สมาชิกทุกคนจะใช้ชื่อสมมุติ ไม่มีใครรู้จักชื่อจริงของกันและกัน” เขาเล่าแบบเก็บทุกรายละเอียด และว่า นอกจากการฝึกร่างกายแล้ว ยังมีการบรรยายสลับเป็นระยะๆ โดยสถานที่บรรยายจะเป็นตามหมู่บ้าน โดยอาศัยบ้านของสมาชิกหรือตามหอพักของสมาชิกในจังหวัดหรืออำเภอ ส่วนค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง บรรดาแนวร่วมแต่ละคนต้องออกกันเอง และระหว่างฝึก สมาชิกทุกคนจะต้องจ่ายเงินวันละ 1 บาทให้กับกลุ่มขบวนการด้วย จาก "เปอร์มูดอ" สู่ "ตาจือรี" สมาชิกที่ผ่านหลักสูตรเปอร์มูดอ จะเข้าฝึกหลักสูตรตาจือรี หรือที่ทางการเรียกว่า "อาร์เคเค" หลักสูตรนี้สมาชิกแต่ละคนจะมีรหัสเป็นตัวเลข 4 ตัว ส่วนคอมมานโดจะมีรหัสเป็นตัวเลข 6 ตัว ใครลืมรหัสตัวใดตัวหนึ่ง คนนั้นต้องเข้าฝึกใหม่อีก 15 วันเพื่อเป็นการลงโทษ “หลักสูตรนี้สมาชิกทุกคนต้องจ่ายเงินให้กลุ่มขบวนการเดือนละ 100 บาท และระหว่างฝึก ทั้งสมาชิกและครูฝึกจะรู้จักกันเพียงชื่อสมมุติ” อดีตแนวร่วมอาร์เคเค กล่าว อดีตนักรบกู้ชาติ เล่าให้ฟังอีกว่า หลักสูตรตาจือรี ใช้เวลาฝึก 15 วัน โดยจะฝึก 12 ท่าบังคับ เท่าที่จำได้คือท่าวิ่งอยู่กับที่ ท่ากระโดดตบ ท่ากระโดดม้า ท่ากระโดดเก้ง ท่าซิตอัพ ท่าดันพื้น และท่าออกกำลังคอ ส่วนท่าพิเศษที่ฝึกกันนอกเหนือจาก 12 ท่าหลัก มี 3 ท่าคือ 1.ท่ากระโดดเสือ เรียกกันในขบวนการว่า "กระโดดฮารีเมา" ผู้ฝึกจะต้องพยายามกระโดดให้สูงกว่า 160 เซ็นติเมตร นัยว่าเพื่อกระโดดข้ามรั้วลวดหนามหรือบังเกอร์ของทางการ 2.ท่ารอลิง ซึ่งก็คือท่านอนกลิ้ง ครูฝึกจะให้นอนแล้วกลิ้งไปมา เพื่อให้ชำนาญการหลีกหลบ 3.ท่าคลานปลาดุก เรียกกันในขบวนการว่า "ท่าเกาะกือลี" ครูฝึกจะให้คลานไปข้างหน้าแบบปลาดุก โดยไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ นอกจากนั้นยังมีท่าเสริมความแข็งแกร่งเฉพาะส่วน เช่น ซิตอัพคอ ซิตอัพเอว ซึ่งต้องใช้กำลังมากกว่าท่าปกติมาก โดยการฝึกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งนี้ จะฝึกไปพร้อมๆ กับวิธีการต่อสู้ ทั้งมวยไทย เทควันโด ยูโด คาราเต้ โดยครูฝึกจะจับคู่และสลับคู่ฝึก ทั้งยังมีการฝึกเข้าตี ตั้งรับ และการสังหารบุคคลด้วยมือเปล่าด้วย "ครูฝึกอธิบายว่า การฝึกที่เน้นท่าต่างๆ หลายท่านั้น เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมได้ทุกรูปแบบ เช่น เมื่อจะเข้าโจมตีฐานทหาร จะต้องเจอบังเกอร์หรือลวดหนามหีบเพลง ซึ่งท่ากระโดดเสือสามารถเอามาใช้ได้ เมื่อกระโดดเข้าไปแล้วก็ต้องกลิ้งเข้าหาที่กำบัง หรือคลานท่าปลาดุกเข้าไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ซึ่งท่าต่างๆ เหล่านี้ต้องฝึกจนชำนาญ สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่รู้เฉยๆ" “นอกจากฝึกบนบกแล้วยังมีการฝึกในน้ำ ทั้งว่ายน้ำ ดำน้ำ และแช่น้ำ ฝึกประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนการฝึกร่างกายในภาพรวมจะเริ่มฝึกตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น พักเฉพาะช่วงละหมาด และกินข้าวแค่ 2 มื้อต่อวัน คือเช้ากับเย็น หลังละหมาดตอน 2 ทุ่มก็ต้องเข้าชั้นเรียน ใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่ออบรมเรื่องจัดระเบียบแถว ฝึกท่าวันทยาหัตถ์ โดยใช้ 4 นิ้วครึ่ง หมายถึง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลาบางส่วน หลังจากนั้นสมาชิกทั้ง 6 คนจะต้องเข้าเวรยามคนละ 2 ชั่วโมงสลับกันไป เพื่อให้ครูฝึกและสมาชิกคนอื่นๆ ได้นอนพัก" แบ่งหน้าที่ "6 ตาจือรี" จากข้อมูลการฝึกหลักสูตรอาร์เคเค หรือตาจือรี ที่ระบุว่ามีสมาชิก 1 ชุดรวม 6 คนนั้น อดีตแนวร่วมผู้นี้อธิบายว่า สาเหตุที่มีสมาชิก 6 คน เพราะแต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบไม่เหมือนกัน แต่เมื่อประกอบกำลังกันก็จะเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย 1.บืองาวะ แปลว่าผู้นำทาง คนที่ทำหน้าที่นี้ต้องชำนาญพื้นที่มากที่สุด 2.เปอร์นูตูปัง หรือคนนำทัพ ทำหน้าที่ยิงปืนเมื่อเข้าโจมตีหรือถูกโจมตี 3.เปอร์งาเนอโต๊ะ แปลว่าพลปืนใหญ่ หรือมือระเบิด จะเป็นกำลังสมทบ ใช้อาวุธหนัก 4.สาบูยัง ทำหน้าที่เป็นหมอ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากการรบ 5.เปอร์นูลงเกอร์ตูวอ คือผู้ช่วยเหลือหัวหน้า และ 6.เกอร์ตูวอ หมายถึงหัวหน้า หรือคนสั่งการ อย่างไรก็ดี หน้าที่ของตาจือรีทั้ง 6 คนจะเปลี่ยนแปลงตลอดตามภารกิจ โดยจะรับคำสั่งจากอาเยาะ โกหกทางบ้านไปทำงานมาเลย์ gun222.jpg การฝึกแต่ละขั้นตอนซึ่งต้องใช้เวลานาน และต้องเดินทางไปฝึกตามสถานที่ต่างๆ นอกหมู่บ้าน ทำให้บรรดาร "ตาจือรี" ต้องสร้างเรื่องหลอกทางบ้านว่าเดินทางไปทำงานที่มาเลเซีย "ช่วงที่ฝึกก็จะโกหกพ่อกับแม่ว่าไปบ้านภรรยาบ้าง ส่วนกับภรรยาก็บอกว่าไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย หรือไปเยี่ยมญาติ หรือเยี่ยมแม่ โดยที่ทางครอบครัวไม่รู้ว่ากำลังไปฝึกหลักสูตรตาจือรี เราก็ต้องอยู่กับการโกหกไปเรื่อย เมื่อถึงเวลากลับบ้านก็จะซื้อขนมจากประเทศมาเลเซียที่วางขายทั่วไปตามท้องตลาดด้วยเงินส่วนตัวกลับไปฝากคนในครอบครัว เพื่อไม่ให้สงสัย และพยายามพูดจาดึงคนในครอบครัวเข้าขบวนการ" “ระหว่างการฝึก จะมีคำสั่งเป็นระยะให้ไปเผายางรถยนต์ โปรยตะปูเรือใบ หรือตัดต้นไม้ขวางถนน เพื่อสกัดเจ้าหน้าที่ให้คนก่อเหตุหลบหนีได้สะดวก ขณะเดียวกันก็เป็นการทดสอบกำลังใจไปในตัวด้วย" เปิดแผนลอบวางระเบิด-พาหนี เมื่อจบหลักสูตร "ตาจือรี" ทุกคนก็จะเดินทางกลับบ้าน และรอฟังคำสั่งจากอาเยาะ สำหรับเขาเองได้รับคำสั่งแรกให้ทำหน้าที่เก็บอาวุธ "ผมจะเป็นคนหาสถานที่เก็บ ทั้งตะปูเรือใบ สายไฟ เครื่องเจาะหลุมระเบิด โดยผมเลือกเก็บไว้ในบ่อน้ำกับบ่อเลี้ยงปลา บางส่วนก็ฝังดินเอาไว้ แล้วแต่ความสะดวก หลังจากนั้นผมกับเพื่อนยังเคยได้รับมอบหมายให้ไปเจาะหลุมระเบิดบนถนน และพาคนกดระเบิดหลบหนีหลังก่อเหตุเสร็จแล้ว โดยการเจาะหลุมระเบิดใช้กำลังหลายคน มี 2 คนคอยดูต้นทาง ที่เหลือช่วยกันเจาะหลุม ซึ่งใช้เวลาพอสมควรทีเดียว" อดีตแนวร่วมผู้นี้ยังเล่าถึงแผนการในการลอบวางระเบิดแต่ละครั้งว่า การก่อเหตุระเบิดจะมีคนต่างพื้นที่นำระเบิดมาวาง และกดระเบิด เมื่อก่อเหตุเสร็จ ก็จะใช้แนวร่วมในพื้นที่พาหนี "ผมเองก็เคยพามือระเบิดหลบหนี โดยจะพาออกจากพื้นที่ตามเส้นทางที่วางแผนกันไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่จะให้ไปส่งเพียงครึ่งทางเท่านั้น เพราะยุทธวิธีของขบวนการจะไม่มีการบอกกันว่าอีกคนหนึ่งจะไปที่ไหน เพื่อความปลอดภัย สมมติว่าคนนำทางถูกเจ้าหน้าที่จับ ก็จะไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่เหลืออยู่ที่ไหน เวลาโทรศัพท์จะใช้รหัสในการติดต่อ อย่างเช่นจะให้โปรยตะปู ก็จะพูดว่าพรุ่งนี้หว่านเมล็ดถั่วด้วย เขามาจะได้ทำซุป” การเตรียมแผนของขบวนการ กำหนดรายละเอียดเอาไว้สำหรับรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างรอบคอบ "คนไหนที่ไม่สามารถอยู่บ้านได้ เช่น ถูกเจ้าหน้าที่กดดัน ก็จะหลบไปหมู่บ้านใกล้ๆ เพราะว่าเขตพื้นที่รับผิดชอบของอาเยาะมีไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่หนีก็จะวนเวียนอยู่ภายในตำบล เนื่องจากโครงสร้างของขบวนการตัดตอน ไม่สามารถรู้จักสมาชิกเขตอื่นได้เลย" อดีตแนวร่วมอาร์เคเค บอก ใครถามก็..."เตาะตาฮู" อดีตแนวร่วมที่ยอมเปิดใจกับ "ทีมข่าวอิศรา" ยอมรับว่า หากไม่ได้เข้าไปอยู่ในขบวนการระดับลึกจริงๆ หรือยอมมอบกายถวายชีวิตให้กับขบวนการ ก็จะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย "หลายปีที่อยู่ในขบวนการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสับสน หวาดระแวง ต้องปิดหู ปิดตา ปิดปาก ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอะไรได้เลย จะพูดได้เพียงคำว่าเตาะตาฮู (แปลว่าไม่รู้) เท่านั้น" ปัจจุบันอดีตอาร์เคเครายนี้ ตัดสินใจหันหลังให้กับขบวนการแล้ว ภายหลังเจ้าหน้าที่รัฐเปิดปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ ทำให้แกนนำระดับหมู่บ้านทั้งอาเยาะและคอมมานโดบางส่วนถูกจับ บางส่วนถูกกดดันจนต้องหลบหนีเข้าป่า ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยหนึ่งเข้ามาทำงานมวลชนในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ และเจ้าหน้าที่ยื่นเงื่อนไขให้เขาถอนตัว โดยจะไม่เอาผิดทางอาญา เพราะเขาเองก็ไม่เคยร่วมกระทำผิดถึงขั้นฆ่าใคร เนื่องจากช่วงนั้นเพิ่งสำเร็จการฝึก และได้รับมอบหมายให้ทำงานประเภทโปรยตะปูเรือใบ หรือพาคนก่อเหตุหลบหนีเท่านั้น เขาจึงตัดสินใจกลับมาเป็นชาวบ้านธรรมดาอีกครั้ง...
 วันที่เผยแพร่ 26 พ.ค. 2552
 วันที่บันทึกข้อมูล 27 พ.ค. 2552